Global Shutter Production — งานแบบไหนที่ทำให้ทีมยอมจ่ายเพิ่มเพื่อ global shutter คำตอบไม่เคยเริ่มจากคำถามว่าเทคโนโลยีไหนดีกว่า มันเริ่มจากการคูณสองตัวเลขเข้าด้วยกัน คือความน่าจะเป็นที่จะเจอปัญหาในงานนั้น กับมูลค่าความเสียหายถ้าภาพใช้ไม่ได้ งานเปิดตัวสินค้าที่มีทั้งจอ LEDรอบเวที แฟลชจากสื่อสิบกว่าคน และช็อตที่ต้องแพนเร็วตามของที่เคลื่อนบนราง คือกรณีที่ตัวเลขทั้งสองสูงพร้อมกัน และเมื่อคูณกันแล้วค่าเช่าที่ดูแพงก็เปลี่ยนสถานะเป็นค่าประกันที่ถูกมาก
Global Shutter Production: แกนกลางคือความต่างระหว่างงานที่ถ่ายซ้ำได้กับงานที่เกิดครั้งเดียว
งานที่ถ่ายซ้ำได้ อย่างงานโฆษณาในสตูดิโอที่คุมทุกอย่างเองได้ ต่อให้เจอปัญหาก็แค่เทกใหม่ ต้นทุนของความผิดพลาดต่ำ แต่งานที่เกิดครั้งเดียวแล้วจบ อย่างการแข่งขัน คอนเสิร์ต พิธีเปิด หรือช็อตของสิ่งที่ระเบิดได้ครั้งเดียว ต้นทุนของเฟรมที่ใช้ไม่ได้คือทั้งงาน
งานแบบไหนที่ทำให้ทีมยอมจ่ายเพิ่ม คือกลุ่มที่คาดเดาไม่ได้และถ่ายซ้ำไม่ได้
งานกีฬาและยานพาหนะความเร็วสูงเป็นกลุ่มแรก เพราะทั้งวัตถุเร็วและกล้องต้องแพนตามเร็วพร้อมกัน งานที่มีสื่อยิงแฟลชตลอดเวลาเป็นกลุ่มที่สอง เพราะไม่มีทางควบคุมช่างภาพนิ่งสิบคนได้ งานที่มีจอ LED หรือไฟกะพริบเต็มเฟรมเป็นกลุ่มที่สาม โดยเฉพาะงานที่ย้ายกล้องข้ามโซนที่ไฟคนละแบบจนไล่ตั้งสปีดชัตเตอร์ไม่ทัน และกลุ่มที่สี่ที่คนนอกวงการไม่ค่อยนึกถึงคืองานที่ภาพจะถูกเอาไปใช้ต่อในกระบวนการอื่น เช่น งานที่ต้องทำ visual effects หรือการวิเคราะห์ภาพที่ความถูกต้องของตำแหน่งวัตถุในเฟรมมีผลต่อผลลัพธ์
อีกด้านคือทีมจำนวนมากที่ไม่เคยต้องใช้มันเลย
และไม่ได้แปลว่างานเขาด้อยกว่า งานสัมภาษณ์ สารคดี คอร์ปอเรต งานแต่ง งานอสังหา งานอาหาร คอนเทนต์แบรนด์ กลุ่มนี้แทบไม่มีสถานการณ์ที่แตะขีดจำกัด ยิ่งกล้องยุคนี้ที่เซนเซอร์อ่านข้อมูลได้เร็วมาก อาการที่เคยเป็นเรื่องใหญ่ก็ถอยไปอยู่ในมุมแคบ ๆ ทีมที่เอาเงินก้อนเดียวกันไปลงกับไฟ เลนส์ ระบบเสียง หรือคนเพิ่มอีกหนึ่งตำแหน่ง มักได้ผลลัพธ์ที่ลูกค้ารู้สึกได้มากกว่า ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ก็เลือกทางเดียวกัน
ในทางปฏิบัติ ทางที่เข้าท่าที่สุดสำหรับทีมส่วนใหญ่คือไม่ต้องรีบเป็นเจ้าของ ถ้าปีหนึ่งเจองานประเภทนี้สองสามงาน การเช่าเฉพาะงานแล้วบวกเข้าไปในใบเสนอราคาเป็นรายการชัดเจนคือคำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุด ลูกค้าที่ต้องการงานประเภทนั้นเข้าใจและจ่ายได้ ส่วนการซื้อมาเป็นของตัวเองจะเริ่มสมเหตุสมผลเมื่อความถี่ของงานสูงพอจนค่าเช่าสะสมเริ่มไล่ทันค่ากล้อง หรือเมื่อการมีของอยู่ในมือทำให้รับงานที่เคยต้องปฏิเสธได้ ระหว่างนี้ การจัดชุดรอบตัวให้พอกับงานคือทางที่คุ้มกว่ามาก
คำถามที่ควรถามตัวเองจึงไม่ใช่ว่าอยากได้ไหม แต่คือปีที่ผ่านมามีงานกี่ชิ้นที่เสียไปหรือถ่ายด้วยความกังวลเพราะเรื่องนี้ ถ้าตัวเลขนั้นยังเป็นศูนย์ เงินก้อนนั้นน่าจะมีที่ไปที่ดีกว่า
สรุปเนื้อหาสำคัญ
- ในทางปฏิบัติ ทางที่เข้าท่าที่สุดสำหรับทีมส่วนใหญ่คือไม่ต้องรีบเป็นเจ้าของ
- คำถามที่ควรถามตัวเองจึงไม่ใช่ว่าอยากได้ไหม แต่คือปีที่ผ่านมามีงานกี่ชิ้นที่เสียไปหรือถ่ายด้วยความกังวลเพราะเรื่องนี้
- ถ้าตัวเลขนั้นยังเป็นศูนย์ เงินก้อนนั้นน่าจะมีที่ไปที่ดีกว่า










