Affordable Lens Quality: ถามว่าคุณภาพเลนส์ราคาเข้าถึงได้ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว ให้ย้อนไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน ถ้ามีคนถือเลนส์แบรนด์ที่ไม่ใช่ญี่ปุ่นมาที่กอง จะมีสายตาแบบหนึ่งมองมา ไม่ได้ดูถูกหรอก แต่เป็นสายตาที่แปลว่า “ก็พอใช้ได้แหละ” ปีนี้ผมเห็นภาพที่ต่างออกไป มีตากล้องรุ่นพี่คนหนึ่งที่รับงานคอมเมอร์เชียลมาสิบกว่าปี ควักเลนส์ Viltrox ไลน์ระดับ Pro ออกมาใส่บอดี้ตัวหลักโดยไม่มีใครถามอะไรสักคำ นั่นแหละคือจุดที่ผมรู้ว่าอะไรบางอย่างมันเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ
สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่แค่ดีขึ้น แต่คือมันย้ายสนามแข่ง
สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่แค่ว่าเลนส์กลุ่มนี้ดีขึ้น แต่คือมันย้ายสนามแข่ง แบรนด์อย่าง Viltrox, 7artisans, TTArtisan, Laowa, Meike, Thypoch เคยอยู่ในกลุ่มราคาประหยัดที่คนซื้อไปลองเล่น ตอนนี้หลายเจ้าขยับขึ้นมาแข่งในกลุ่มกลางถึงโปรซูมเมอร์ Viltrox เองก็มีไลน์ที่วางตัวเป็นระดับ Pro ชัดเจน ไม่ได้ขายด้วยราคาถูกอย่างเดียวอีกแล้ว สนามที่แข่งกันดุที่สุดตอนนี้คือเลนส์ออโต้โฟกัสช่วงประมาณ 140 ถึง 480 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับไลน์ระดับเริ่มต้นของแบรนด์ญี่ปุ่นพอดี นี่ไม่ใช่การแข่งกันคนละชั้นแล้ว มันชนกันตรง ๆ
คุณภาพเลนส์ราคาเข้าถึงได้ตอนนี้ขึ้นมาได้เพราะสองแรง
ทำไมถึงเกิดขึ้นได้ ผมมองว่ามีสองแรง แรงแรกคือระบบมิเรอร์เลสทำให้การออกแบบเลนส์ง่ายขึ้นกว่าเดิม ระยะจากเลนส์ถึงเซนเซอร์สั้นลง พื้นที่ให้ออกแบบเยอะขึ้น และเมาท์หลายเจ้าเปิดข้อมูลหรือมีทางให้พัฒนาออโต้โฟกัสได้ใกล้เคียงของแท้มากขึ้น แรงที่สองคือสายการผลิตกับซัพพลายเชนที่โตพอจนแบรนด์เกิดใหม่เข้าถึงกระจกและกระบวนการเคลือบระดับที่เมื่อก่อนต้องเป็นบริษัทใหญ่เท่านั้นถึงจะทำได้
ฝั่งที่ยังตามอยู่ก็ต้องพูดให้ครบ
แต่ถ้าจะซื่อสัตย์ก็ต้องพูดฝั่งที่ยังตามอยู่ด้วย จุดที่แบรนด์ราคาเข้าถึงได้ยังห่างชัดคือความกว้างของไลน์สินค้าและความสม่ำเสมอของสายการผลิต ความกว้างของไลน์แปลว่าเมื่อคุณต้องการเลนส์เทเลโฟโต้ยาว ๆ เลนส์ทิลต์ชิฟต์ หรือช่วงเฉพาะทางที่งานหนึ่งงานต้องใช้ คุณอาจไม่มีตัวเลือกในแบรนด์นั้นเลย ส่วนความสม่ำเสมอของสายการผลิตแปลว่าเลนส์รุ่นเดียวกันสองตัวอาจให้ผลไม่เหมือนกันเป๊ะ ซึ่งกับคนที่ถ่ายภาพนิ่งอาจไม่รู้สึกอะไร แต่กับคนที่ต้องใช้เลนส์หลายตัวในงานเดียวแล้วเกรดให้เข้ากันในโพสต์ นี่คือต้นทุนเวลาจริง ๆ
แล้วมันแปลว่าอะไรกับการตัดสินใจซื้อของคุณ ผมมองว่ามันแปลว่าคำถามเปลี่ยน จากเดิมที่ถามว่า “จ่ายเพิ่มแล้วได้ภาพดีกว่าจริงมั้ย” กลายเป็น “จ่ายเพิ่มแล้วได้ความมั่นใจและไลน์ที่ครบมากกว่าจริงมั้ย” ซึ่งสำหรับคนที่รับงานลูกค้าเป็นหลัก คำตอบมักจะยังเป็นใช่ เพราะการต้องเดินเข้ากองแล้วรู้ว่าเลนส์ทุกตัวจะทำงานเหมือนที่ทำเมื่อวาน มันมีมูลค่าที่ไม่ปรากฏในภาพตัวอย่างใด ๆ แต่สำหรับคนที่กำลังสร้างชุดเลนส์ขึ้นมาทีละตัว การเติมช่วงที่ขาดด้วยเลนส์กลุ่มนี้ก่อนก็เป็นการตัดสินใจที่มีเหตุผลมาก คุณได้ครอบคลุมช่วงที่ต้องใช้ทันที แทนที่จะรอเก็บเงินอีกครึ่งปี
คำถามที่น่าคิดคือ ถ้าเส้นแบ่งระหว่างสองกลุ่มนี้บางลงเรื่อย ๆ สิ่งที่คุณจ่ายเพิ่มในอีกสามปีข้างหน้า จะเป็นเรื่องคุณภาพภาพ หรือกลายเป็นเรื่องบริการหลังการขายและความอุ่นใจแทน










