เรื่องที่ทำให้หลายคนเกาหัวเวลาเทียบราคาการ์ด CFexpress คือ Type B ที่เร็วกว่ากลับมักจะถูกกว่า Type A ต่อความจุเท่ากัน มันดูขัดกับสามัญสำนึกที่เราคุ้นเคย เพราะปกติของที่สเปทสูงกว่าควรจะแพงกว่า แต่ในกรณีนี้กลับตาลปัตร คนที่ไม่เข้าใจเหตุผลเบื้องหลังมักรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบเวลาต้องซื้อ Type A ผมเลยอยากเฉลยให้เห็นว่าราคามันถูกกำหนดด้วยอะไรกันแน่ เพราะพอเข้าใจแล้วจะเลือกซื้อได้สบายใจขึ้นมาก
กุญแจอยู่ที่ขนาดของการ์ด
กุญแจสำคัญอยู่ที่ขนาด Type A ตัวเล็กกว่า Type B มาก และความเล็กนี่แหละคือต้นเหตุของราคาที่สูงกว่า เพราะการอัดชิปหน่วยความจำและตัวควบคุมลงในพื้นที่ที่จำกัดกว่านั้นทำได้ยากกว่าทางวิศวกรรม ต้องใช้ชิปที่หนาแน่นกว่าและการออกแบบที่ประณีตกว่าเพื่อให้ได้ความจุเท่ากันในตัวที่เล็กลง ของที่ทำยากกว่าต้นทุนการผลิตก็สูงกว่าเป็นธรรมดา นี่คือเหตุผลแรกที่ทำให้ Type A แพง ไม่ใช่เพราะมันเร็วกว่า แต่เพราะมันเล็กกว่าและผลิตยากกว่า
ขนาดของตลาดก็มีผลกับราคา
เหตุผลที่สองคือขนาดของตลาด Type B ถูกใช้ในหลายค่ายทั้ง Nikon, Canon, Panasonic และ Fujifilm ยอดผลิตรวมในตลาดจึงมหาศาล เมื่อผลิตปริมาณมาก ต้นทุนต่อชิ้นก็ถูกลงตามหลักการประหยัดต่อขนาด ขณะที่ Type A มีผู้ผลิตกล้องที่ใช้งานอยู่จำกัดกว่ามาก ความต้องการในตลาดเล็กกว่า ยอดผลิตน้อยกว่า ต้นทุนต่อชิ้นจึงสูงกว่าโดยปริยาย นี่เป็นกลไกเดียวกับสินค้าเฉพาะกลุ่มทั่วไปที่ของยิ่งเจาะจงยิ่งแพง
ทำยากกว่าและผลิตน้อยกว่า ราคาจึงสูงกว่า
พอเอาสองเหตุผลมารวมกัน คือทำยากกว่าและผลิตน้อยกว่า ราคาต่อความจุของ Type A จึงสูงกว่าทั้งที่เพดานความเร็วต่ำกว่า ความเร็วไม่ใช่ตัวกำหนดราคาหลักในกรณีนี้ ต้นทุนการผลิตและขนาดตลาดต่างหากที่เป็นตัวกำหนด เมื่อเข้าใจตรงนี้แล้วเราจะเลิกมองว่าราคาที่สูงกว่าแปลว่าได้ของที่ดีกว่าเสมอ บางครั้งราคาสูงก็แค่สะท้อนว่าของชิ้นนั้นทำยากและตลาดเล็ก ไม่เกี่ยวกับว่ามันเหนือกว่าในการใช้งาน
สรุป
สิ่งที่อยากให้จำคือ ราคาการ์ดไม่ได้แปรตามความเร็วเสมอไป มันแปรตามต้นทุนการผลิตและขนาดตลาดด้วย Type A แพงกว่าเพราะเล็กและผลิตน้อย ไม่ใช่เพราะดีกว่า เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้กล้องที่ต้องการ Type A ก็จ่ายไปอย่างเข้าใจว่าเรากำลังจ่ายให้กับความกะทัดรัดและความยืดหยุ่นของระบบ ไม่ใช่จ่ายแพงเพราะถูกหลอก ส่วนถ้าใช้ระบบ Type B ก็สบายใจได้ว่าราคาที่ถูกกว่านั้นมาจากตลาดที่ใหญ่ ไม่ใช่เพราะของด้อยกว่าแต่อย่างใด