เรื่องเลนส์คมจัด กับ เลนส์ที่มีคาแรกเตอร์ ในกระเป๋าผมมีเลนส์สองตัวที่ทางยาวโฟกัสใกล้กันมาก คนที่เห็นมักถามว่าซ้ำซ้อนหรือเปล่า ตัวหนึ่งเป็นเลนส์สมัยใหม่ที่คมและสะอาดมาก อีกตัวเก่ากว่า คอนทราสต์ต่ำกว่า และเวลาไฟส่องเข้ามุมจะมีแสงพาดมาให้เห็น ผมไม่เคยคิดจะขายตัวไหนออก เพราะถ้าลูกค้าเป็นแบรนด์เครื่องสำอางที่ต้องเห็นเนื้อผลิตภัณฑ์ ผมหยิบตัวแรก ถ้าลูกค้าเป็นคาเฟ่ที่อยากได้ภาพอบอุ่นแบบความทรงจำ ผมหยิบตัวที่สอง มันคือเครื่องมือคนละอย่างที่บังเอิญใส่เมาท์เดียวกัน
ติดตามอุปกรณ์ถ่ายภาพและวิดีโอได้ที่ lnwGadget Store
เลนส์ที่คมและสะอาดมีหน้าที่ส่งข้อมูลให้มากที่สุด
เลนส์ที่คมจัดและสะอาดทำหน้าที่หนึ่งอย่างได้ดีมาก คือส่งข้อมูลให้คุณมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้างานคุณคือถ่ายสินค้าที่ลูกค้าต้องการเห็นพื้นผิว ถ่ายอาหารที่ต้องเห็นเกล็ดเกลือ ถ่ายงานสถาปัตยกรรมที่ขอบภาพต้องแน่นเท่ากลางภาพ หรือถ่ายเผื่อครอปหนักในโพสต์ ความคมไม่ใช่ความหรูหรา มันคือข้อกำหนดของงาน และเลนส์กลุ่มนี้ยังมีข้อดีที่คนพูดถึงน้อย คือมันเป็นจุดตั้งต้นที่เป็นกลาง คุณเติมความนุ่ม เติมแฟลร์ เติมโทน เข้าไปทีหลังได้ด้วยฟิลเตอร์หรือในโพสต์ แต่คุณเอาสิ่งที่เลนส์อีกกลุ่มใส่มาให้แล้วออกไม่ได้
เลนส์คมจัด กับ เลนส์ที่มีคาแรกเตอร์ อย่างหลังให้หน้าตามาตั้งแต่หน้ากล้อง
เลนส์ที่มีคาแรกเตอร์ทำงานคนละแบบ มันให้หน้าตาที่เฉพาะตัวมาตั้งแต่หน้ากล้อง โบเก้ที่มีรูปทรงของมันเอง การไล่โทนจากชัดไปเบลอที่นุ่มกว่า คอนทราสต์ที่ต่ำกว่านิดหน่อยจนภาพดูมีอากาศ และแฟลร์ที่มาเป็นลายเซ็น สิ่งเหล่านี้เลียนแบบในโพสต์ได้ไม่เหมือน เพราะมันเกิดจากการที่แสงจริงเดินทางผ่านชิ้นแก้วจริง ไม่ใช่การคำนวณทับลงบนภาพที่สะอาดแล้ว ถ้างานคุณคือมิวสิกวิดีโอ งานเล่าเรื่อง งานแบรนด์ที่ขายความรู้สึกมากกว่าสเปก เลนส์กลุ่มนี้พาคุณไปถึงหน้าตาที่ต้องการเร็วกว่า และประหยัดเวลาในโพสต์ได้จริง
ข้อจำกัดของทั้งสองฝั่งที่ต้องพูดให้ครบ
แต่ต้องพูดข้อจำกัดของทั้งสองฝั่ง เลนส์คาแรกเตอร์จัดมีความเสี่ยงว่าลูกค้าไม่ได้อยากได้คาแรกเตอร์นั้น ถ้าคุณถ่ายทั้งงานด้วยเลนส์ที่แฟลร์ง่าย แล้วลูกค้ากลับมาบอกว่าอยากได้ภาพคลีน คุณแก้ไม่ได้แล้ว ส่วนเลนส์ที่คมจัดก็มีข้อจำกัดของมัน โดยเฉพาะกับหน้าคน ผิวจะดูแข็งจนหลายกองต้องหยิบฟิลเตอร์ diffusion มาช่วย ซึ่งแปลว่าคุณต้องมีอุปกรณ์เพิ่มและต้องรู้จักใช้มันด้วย ไม่ใช่ซื้อเลนส์คมแล้วจบ
วิธีตัดสินใจที่ผมใช้คือดูว่างานที่คุณรับบ่อยที่สุดขายอะไร ถ้าขายรายละเอียดของวัตถุ ลงเงินไปทางเลนส์ที่สะอาดและคมสม่ำเสมอ ถ้าขายอารมณ์และการเล่าเรื่อง เลนส์ที่มีหน้าตาเฉพาะตัวจะทำงานให้คุณมากกว่า และถ้างานคุณผสมกันแบบที่ส่วนใหญ่เป็น ทางที่คุ้มกว่าคือเริ่มจากตัวที่คลีนก่อน แล้วค่อยเติมตัวที่มีคาแรกเตอร์เข้ามาเป็นตัวเสริม เพราะตัวคลีนรับงานได้กว้างกว่าโดยไม่ต้องเสี่ยง
ลองเปิดพอร์ตโฟลิโอตัวเองแล้วนับดูว่างานกี่ชิ้นที่คุณภูมิใจเพราะรายละเอียด กับกี่ชิ้นที่ภูมิใจเพราะอารมณ์ สัดส่วนนั้นคือคำตอบว่าเงินก้อนหน้าควรไปทางไหน










