เวลาซื้อ ND filter เราจะเจอตัวเลขบอกความเข้มหลายแบบ ทั้งแบบบอกเป็น stop และแบบตัวเลขอื่นที่ชวนงง หลายคนไม่แน่ใจว่าควรเลือกความเข้มเท่าไรสำหรับสภาพแสงของตัวเอง เลยซื้อผิดแล้วลดแสงได้ไม่พอหรือมากเกิน ความจริงเรื่องนี้เข้าใจไม่ยากถ้ารู้ว่า stop หมายถึงอะไร ผมอยากชวนมาดูว่าระดับ stop ของ ND อ่านยังไงและเลือกให้ตรงกับแสงที่เราถ่ายยังไง เพราะพอเข้าใจแล้วจะเลือก ND ได้ตรงและใช้ได้จริงในทุกสภาพแสง
stop คืออะไร
stop คือหน่วยที่บอกว่า ND ลดแสงลงกี่เท่า โดยแต่ละ stop หมายถึงลดแสงลงครึ่งหนึ่ง เช่น ND ที่ลดหนึ่ง stop คือลดแสงเหลือครึ่งหนึ่ง สอง stop คือเหลือหนึ่งในสี่ สาม stop คือเหลือหนึ่งในแปด ยิ่ง stop มากยิ่งลดแสงมาก การเข้าใจว่า stop เป็นการลดแบบทวีคูณช่วยให้เรารู้ว่าความเข้มแต่ละระดับต่างกันแค่ไหน ND ที่ลดหกหรือสิบ stop จึงลดแสงลงมหาศาลเหมาะกับแดดจ้าจัด ส่วนสอง สาม stop เหมาะกับแสงที่ไม่จ้ามาก
เลือกความเข้มให้ตรงแสง
การเลือกความเข้มให้ตรงแสงคือดูว่าเราถ่ายในสภาพแสงแบบไหนเป็นหลัก ถ้าถ่ายในที่แสงไม่จ้ามากหรือมีเมฆ ND ระดับต่ำถึงกลางก็พอลดแสงให้คงชัตเตอร์ตามกฎได้ ถ้าถ่ายในแดดจ้าจัดกลางวัน ต้องการ ND ที่ลดแสงมากขึ้นเพื่อสู้แสงแดด และถ้าถ่ายในสภาพแสงที่เปลี่ยนไปมา การมี ND หลายระดับหรือใช้แบบปรับได้ก็ช่วยให้ยืดหยุ่นกว่า การรู้ว่าแสงที่เราเจอบ่อยเป็นแบบไหนช่วยให้เลือกความเข้มที่ครอบคลุมงานส่วนใหญ่ได้
อย่าเลือกเข้มหรืออ่อนเกินไป
จุดที่ควรระวังคืออย่าเลือก ND ที่เข้มเกินไปสำหรับทุกงาน เพราะ ND ที่เข้มมากจะลดแสงเยอะจนในที่แสงไม่จ้าจะมืดเกินและต้องดันค่าอื่นชดเชย ขณะที่ ND ที่อ่อนเกินก็ลดแสงไม่พอในแดดจ้า ทางที่ดีคือเลือกความเข้มให้ตรงกับสภาพแสงที่ถ่ายบ่อย หรือใช้ ND แบบปรับได้ที่หมุนเปลี่ยนความเข้มในตัวเดียว ซึ่งครอบคลุมช่วงแสงกว้างและสะดวกกว่าการพก ND แบบตายตัวหลายชิ้น การเลือกให้เหมาะกับแสงจริงคือกุญแจของการใช้ ND ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุป
สิ่งที่อยากให้จำคือ stop ของ ND บอกว่ามันลดแสงกี่เท่า แต่ละ stop คือลดแสงลงครึ่งหนึ่ง ยิ่ง stop มากยิ่งลดแสงมาก เลือกความเข้มให้ตรงกับสภาพแสงที่ถ่ายบ่อย แสงไม่จ้าใช้ระดับต่ำถึงกลาง แดดจ้าจัดใช้ระดับสูง และถ้าแสงเปลี่ยนไปมาการใช้ ND แบบปรับได้ก็ยืดหยุ่นกว่า อย่าเลือกเข้มเกินหรืออ่อนเกินสำหรับทุกงาน เข้าใจเรื่อง stop แล้วเราจะเลือก ND ได้ตรงกับแสงและใช้ได้จริงในสภาพที่เราถ่าย