ฟิลเตอร์ Drop In ในตัวเลนส์ ทำงานยังไงและเปลี่ยนเวิร์กโฟลว์ตรงไหน เริ่มจากจังหวะที่กองเสียเวลามากที่สุดจังหวะหนึ่ง ช่วงเปลี่ยนเลนส์กลางวันถ่าย ถอดแมตต์บ็อกซ์ ถอดโดนัท ถอดฟิลเตอร์ออกมาวางบนโต๊ะ เปลี่ยนเลนส์ แล้วประกอบกลับทั้งหมดในลำดับเดิม ถ้าเลนส์ตัวใหม่หน้าใหญ่กว่าเดิมก็ต้องเปลี่ยนโดนัทอีกชั้น สิบนาทีหายไปโดยไม่ได้ภาพเพิ่มแม้แต่เฟรมเดียว ระบบฟิลเตอร์ที่ย้ายไปอยู่ข้างหลังเลนส์เกิดขึ้นเพื่อตัดจังหวะนี้ทิ้ง และมันทำได้จริงในหลายสถานการณ์ แต่แลกมาด้วยเงื่อนไขที่ต้องเข้าใจก่อนซื้อ ไม่ใช่หลังซื้อ
หลักการคือย้ายแผ่นกรองไปไว้หลังชิ้นเลนส์ตัวสุดท้าย
ตำแหน่งนั้นลำแสงถูกบีบให้แคบลงมากแล้ว แผ่นกรองจึงเล็กลงตามและมีต้นทุนถูกกว่าแผ่นขนาดสี่คูณห้าอย่างเทียบกันไม่ได้ ที่สำคัญกว่าคือขนาดของมันไม่ผูกกับหน้าเลนส์อีกต่อไป เลนส์ 14mm กับ 135mm ในชุดเดียวกันใช้แผ่นหลังแบบเดียวกันได้ ผลที่ตามมาบนกองคือฟิลเตอร์กลายเป็นของที่ติดอยู่กับตัวกล้องแทนที่จะเป็นของที่ติดอยู่กับเลนส์ เปลี่ยนเลนส์แล้วค่าแสงไม่ขยับ ไม่ต้องรื้อแมตต์บ็อกซ์ และในงานกิมบอลหรือโดรนที่ทุกกรัมด้านหน้ามีผลต่อการทรงตัว การไม่ต้องแบกแมตต์บ็อกซ์เปลี่ยนสมดุลทั้งระบบ
ฟิลเตอร์ Drop In ในตัวเลนส์ ต้องดูเรื่องเมาท์ให้ละเอียด
เป็นจุดที่คนอ่านสเปกผ่าน ๆ มักเข้าใจผิด ในชุดที่ยกมาคุยกัน ตัวที่เป็นเมาท์มิเรอร์เลส คือ E, RF และ L จะมีช่อง Drop In ฟิลเตอร์ฝังมาในตัวเลนส์เลย สอดแผ่นเข้าไปจากด้านข้างท้ายเลนส์ได้ตรง ๆ ส่วนตัวที่เป็นเมาท์ PLไม่มีช่องแบบนั้น แต่ใช้ฟิลเตอร์หลังแบบขันเกลียวเข้ากับท้ายเลนส์แทน ผลลัพธ์ปลายทางคล้ายกันแต่กลไกคนละแบบ และความเร็วในการเปลี่ยนก็คนละเรื่อง ช่อง Drop In สลับได้ในไม่กี่วินาที ส่วนแบบขันเกลียวต้องถอดเลนส์ออกจากกล้องก่อนในหลายกรณี
รายละเอียดที่ทำให้แผนพังจริง ๆ คือเรื่องการชนกัน
เลนส์เมาท์ PL ในชุดนี้ทุกระยะยกเว้น 25mm จะชนกับอะแดปเตอร์ชนิดที่มีช่อง Drop In ฟิลเตอร์ในตัว สาเหตุคือท้ายเลนส์ขยับเข้าออกตอนหมุนโฟกัส พื้นที่ด้านหลังจึงไม่ว่างพอให้มีกลไกอีกชั้นไปแทรก แปลว่าใครที่วางแผนจะซื้อ PL แล้วต่ออะแดปเตอร์แบบมีช่องฟิลเตอร์ไปเข้าบอดี้มิเรอร์เลส เพื่อหวังว่าจะได้ทั้งความยืดหยุ่นของเมาท์และความสะดวกของฟิลเตอร์หลังในคราวเดียว จะได้แค่อย่างเดียว ทางออกคือกลับไปใช้ฟิลเตอร์หลังแบบขันเกลียวที่ท้ายเลนส์ตามปกติ แล้วใช้อะแดปเตอร์ธรรมดาที่ไม่มีกลไกอะไรข้างใน
เรื่องของที่ใส่ได้เป็นข้อจำกัดใหญ่อีกข้อ
ฟิลเตอร์หลังของระบบนี้ใส่ได้เฉพาะของผู้ผลิตรายเดียวกัน ไม่มีมาตรฐานกลางให้ยี่ห้ออื่นทำมาแข่ง ในทางปฏิบัติแคตตาล็อกก็กว้างพอใช้งาน มีราวยี่สิบแบบ ครอบตั้งแต่ NDช่วงหนาบางต่าง ๆ ไปจนถึงฟิลเตอร์ฟุ้งสองระดับ ฟิลเตอร์สร้างเส้นแสง โพลาไรเซอร์ที่มีเฟืองให้หมุนได้ และแผ่นใสสำหรับใส่ไว้ให้ระยะทางแสงคงที่ ราคาต่อแผ่นอยู่ในหลักหกสิบถึงร้อยหกสิบดอลลาร์แล้วแต่ชนิด แต่ประเด็นไม่ใช่ราคา ประเด็นคือถ้าวันหนึ่งเลิกใช้ชุดเลนส์นี้ ฟิลเตอร์ทั้งกล่องไปต่อกับระบบอื่นไม่ได้ ต่างจากกระจกสี่คูณห้าที่ย้ายไปอยู่กับเลนส์ชุดไหนก็ได้ตลอดชีวิตการทำงาน
สิ่งที่ฟิลเตอร์หลังทำแทนฟิลเตอร์หน้าไม่ได้ก็มี เอฟเฟกต์ที่อาศัยการกระเจิงแสงจากแหล่งกำเนิดที่อยู่นอกเฟรม รวมถึงการไล่ระดับแบบเฉพาะจุดในภาพ ทำงานคนละแบบเมื่อแผ่นอยู่หลังเลนส์ และแผ่นหลังยังไม่ช่วยกันแสงเฉียงที่ตกใส่ชิ้นหน้าเลย งานที่ต้องคุมแฟลร์จริงจังยังต้องมีธงบังแดดหรือแมตต์บ็อกซ์อยู่ดี นอกจากนี้การใส่แผ่นแก้วเข้าไปในเส้นทางแสงหลังเลนส์เปลี่ยนระยะทางแสงเล็กน้อย ผู้ผลิตจึงมีแผ่นใสให้ใช้แทนตอนไม่ต้องการกรองอะไร สรุปให้ตัดสินใจได้ ระบบนี้คุ้มชัดเจนกับทีมเล็กที่ถ่ายด้วยกิมบอลหรือโดรนเป็นหลัก ส่วนกองที่มีทีมกล้องเต็มรูปแบบและมีกระจกชุดใหญ่อยู่แล้ว ประโยชน์ที่ได้เพิ่มน้อยกว่าที่คิดมาก
สรุปเนื้อหาสำคัญ
- หลักการคือย้ายแผ่นกรองไปไว้หลังชิ้นเลนส์ตัวสุดท้าย
- ช่อง Drop In สลับได้ในไม่กี่วินาที ส่วนแบบขันเกลียวต้องถอดเลนส์ออกจากกล้องก่อนในหลายกรณี
- ฟิลเตอร์หลังของระบบนี้ใส่ได้เฉพาะของผู้ผลิตรายเดียวกัน ไม่มีมาตรฐานกลางให้ยี่ห้ออื่นทำมาแข่ง










