มาตรฐานฟิลเตอร์ ในงานวิดีโอแบ่งตามวิธีใช้งานจริงมากกว่าคุณภาพกระจก เพราะแต่ละระบบเกิดจากกองถ่ายที่มีจำนวนมือไม่เท่ากัน
มาตรฐานฟิลเตอร์ ที่คนทำวิดีโอควรรู้
สองมาตรฐานฟิลเตอร์ที่ไม่มีวันมาบรรจบกัน คือภาพของตลาดฟิลเตอร์วิดีโอทุกวันนี้ สายแรกคือกระจกสี่เหลี่ยมในถาด ซึ่งเป็นระบบของกองที่มีคนดูแลกล้องมากกว่าหนึ่งคน สายที่สองคือกระจกกลมติดแม่เหล็ก ซึ่งโตขึ้นมาจากคนที่ถือกล้องเอง ตั้งเฟรมเอง แล้วก็ต้องกดอัดเอง สิ่งที่ทำให้สองสายนี้ไม่มาเจอกันไม่ใช่คุณภาพกระจก เพราะผู้ผลิตหลายเจ้าทำกระจกชุดเดียวกันออกมาทั้งสองรูปแบบ แต่เป็นสมมติฐานเรื่องจำนวนมือที่ว่างอยู่ตอนต้องเปลี่ยนของ
ฝั่งถาดมีเลขที่ตายตัวอยู่แล้ว
ขนาด 4×5.65 นิ้วคือมาตรฐานทำงานจริง กระจกส่วนใหญ่ที่ร้านเช่ามีในสต็อกอยู่ในขนาดนี้ และริกที่ออกแบบมาสำหรับกล้องซีเนม่าก็รองรับขนาดนี้เป็นค่าเริ่มต้น ขนาด 6.6×6.6 นิ้วไม่ได้แปลว่าดีกว่า แต่มีไว้สำหรับเลนส์กว้างพิเศษหรือซูมซีเนม่าตัวใหญ่ที่หน้าเลนส์กินมุมกว้างมากจนถาดเล็กกว่านั้นจะเข้ามาบังขอบภาพ ส่วน 4×4 นิ้วยังไม่หายไปไหน มันเบากว่า ถูกกว่า และอยู่บนริกเล็กได้สบายกว่า ส่วนวิธียึดตัวแมตต์บ็อกซ์เองก็แบ่งตามน้ำหนักของงาน แบบหนีบที่กระบอกเลนส์เบาและติดตั้งเร็วที่สุด แบบยึดรางถ่ายน้ำหนักออกจากเลนส์ไปลงที่ริกแทน ส่วนแบบเหวี่ยงออกมีไว้เพื่อให้เปลี่ยนเลนส์ได้โดยไม่ต้องรื้อ
สองมาตรฐานฟิลเตอร์ ฝั่งแม่เหล็กเดินคนละทาง
ชุดเริ่มต้นที่มีทั้งวงแหวนฐานและกระจกสองสามแผ่นอยู่ในระดับราว 180 ถึง 280 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นเงินก้อนที่คนทำงานคนเดียวจ่ายไหวโดยไม่ต้องคิดถึงเรื่องระบบทั้งระบบ ข้อดีชัดเจนตรงที่ถอดและใส่ได้ด้วยมือเดียวในเวลาไม่กี่วินาที ไม่มีเกลียวให้ขันข้าม ไม่มีถาดให้ประกอบ แต่รีวิวจากฝั่งกองถ่ายชี้จุดอ่อนไว้ตรงไปตรงมาว่ากระจกบางมากจนหยิบและจับปรับได้ยาก และอาการนี้แย่ลงถ้าใส่ถุงมือหรือมือใหญ่ ข้อติแบบนี้มีน้ำหนักจริงในสภาพที่ต้องทำงานเร็วในที่มืดโดยมีคนอื่นรอ แต่ในสภาพที่คนถือกล้องเป็นคนเปลี่ยนฟิลเตอร์เอง ปัญหาเดียวกันนี้แทบไม่โผล่มา
ข้อจำกัดทางแสงที่ทั้งสองฝั่งต้องเจอเหมือนกันคือขอบมืด
ผู้ผลิตรายหนึ่งระบุว่าแมตต์บ็อกซ์แบบหนีบของตัวเองไม่เกิดขอบมืดตั้งแต่ 16mm ขึ้นไป ซึ่งเป็นตัวเลขที่ควรจำไว้เวลาเลือก เพราะเลนส์ที่กว้างกว่านั้นบนฟูลเฟรมจะเริ่มเห็นขอบของอะไรก็ตามที่ยื่นออกไปหน้าเลนส์ ระบบแม่เหล็กเจอเรื่องเดียวกันในรูปแบบที่ต่างออกไป เพราะวงแหวนฐานบวกกระจกที่ซ้อนกันหลายชั้นก็คือความหนาที่เพิ่มขึ้นหน้าเลนส์เหมือนกัน อีกเรื่องที่ต่างกันคือน้ำหนักที่ไปกดอยู่บนเมาท์ ระบบแม่เหล็กเบาพอที่จะไม่ต้องคิดถึงเรื่องนี้เลย ส่วนแมตต์บ็อกซ์แบบหนีบมีจุดที่ต้องระวังเพราะน้ำหนักทั้งหมดไปแขวนอยู่ที่กระบอกเลนส์ ซึ่งเลนส์ภาพนิ่งจำนวนมากไม่ได้ออกแบบมารับแรงบิดแบบนั้น
จุดที่คนมักพลาดคือคิดว่าแม่เหล็กเป็นของสำหรับงานเล็กเท่านั้น
จริง ๆ แล้วแม่เหล็กขึ้นไปถึงระดับบนสุดของอุตสาหกรรมแล้ว เพียงแต่ขึ้นไปทางด้านหลังเลนส์ ผู้ผลิตเลนส์ซีเนม่าระดับบนมีที่ยึดฟิลเตอร์หลังแบบแม่เหล็ก และมีกระจกหลังแม่เหล็กที่ได้รับการรับรองสำหรับเลนส์บางตระกูล ราคาต่อชิ้นอยู่ราว 349 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับเดียวกับกระจกซีเนม่าแผ่นดี ๆ หนึ่งแผ่น สิ่งที่ทำให้แม่เหล็กเหมาะกับตำแหน่งนั้นคือพื้นที่ด้านหลังเลนส์แคบและต้องการการยึดที่ไม่ใช้เกลียวและไม่กินความหนา ไม่ใช่เพราะมันเร็วกว่า
สำหรับคนที่ต้องวางมาตรฐานให้ทีมเล็ก ๆ ที่ยังไม่พร้อมลงถาด คำแนะนำที่ใช้ได้จริงคือเลือกเกลียวกลางหนึ่งขนาดแล้วบังคับใช้ทั้งทีม ขนาดที่เหมาะที่สุดในตอนนี้คือ 82mm เพราะเป็นเกลียวใหญ่สุดที่เลนส์ระดับทำงานส่วนใหญ่ยังใช้ จากนั้นซื้อกระจกทุกแผ่นเป็น 82mm แล้วใช้ step-up ring พาเลนส์ที่เกลียวเล็กกว่าขึ้นมาหา วิธีนี้ทำให้กระจกแผ่นเดียวใช้ได้กับทั้งกระเป๋า ข้อเสียที่ต้องยอมรับคือฮูดเดิมของเลนส์จะใส่ไม่ได้เมื่อสวมริง ต้องหาทางกันแฟลร์วิธีอื่น และเลนส์ที่เกลียวใหญ่กว่า 82mm จะหลุดจากระบบนี้ทันที
สรุปเนื้อหาสำคัญ
- มาตรฐานฟิลเตอร์ ในงานวิดีโอแบ่งตามวิธีใช้งานจริงมากกว่าคุณภาพกระจก เพราะแต่ละระบบเกิดจากกองถ่ายที่มีจำนวนมือไม่เท่ากัน










