งานสัมภาษณ์คนเดียวเป็นรูปแบบที่เจอบ่อยที่สุดอย่างหนึ่งของคนทำวิดีโอ ทั้งคอนเทนต์พูดหน้ากล้อง รายการสัมภาษณ์ และวิดีโอให้ความรู้ การจัดไฟที่ดีทำให้คนพูดดูน่าเชื่อถือและภาพดูเป็นมืออาชีพ ขณะที่ไฟที่แย่ทำให้ภาพแบนหรือดูสมัครเล่นทันที หลายคนมีไฟแล้วแต่ไม่รู้จะเริ่มวางยังไง ผมอยากชวนมาดูวิธีจัดไฟสัมภาษณ์คนเดียวแบบเป็นขั้นตอนที่ทำตามได้จริง เพื่อให้ได้ภาพที่มีมิติและดูดีโดยไม่ต้องมีอุปกรณ์เยอะ
เริ่มจากไฟหลัก
เริ่มจากไฟหลักซึ่งเป็นหัวใจของทั้งเซ็ต วางไฟหลักเยื้องไปด้านข้างของผู้พูดทำมุมประมาณสี่สิบห้าองศาจากกล้องและยกสูงกว่าระดับตาเล็กน้อย ส่องลงมาเล็กน้อย เพื่อให้เกิดเงาที่ให้มิติกับใบหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ ควรใช้ไฟที่ผ่านตัวกระจายให้แสงนุ่มเพื่อให้ผิวดูดี การวางไฟหลักให้ถูกตำแหน่งและให้แสงนุ่มคือสิ่งที่กำหนดคุณภาพของภาพมากที่สุด ถ้าทำดวงนี้ดีแล้ว แม้จะมีแค่ดวงเดียวภาพก็ดูใช้ได้แล้ว
เปิดเงาด้านมืด
ขั้นต่อมาคือเปิดเงาด้านมืดด้วยไฟเสริมหรือตัวสะท้อนแสง ฝั่งตรงข้ามกับไฟหลักจะเป็นด้านที่มืดกว่า ถ้าเงาเข้มเกินไปจนดูแข็ง เราใช้ไฟเสริมที่เบากว่าไฟหลักหรือใช้แผ่นสะท้อนแสงสีขาวสะท้อนแสงจากไฟหลักกลับเข้าด้านมืด เพื่อเปิดเงาให้พอเห็นรายละเอียดโดยไม่ลบมิติทิ้ง การควบคุมความเข้มของเงาด้านนี้เป็นตัวกำหนดอารมณ์ของภาพ สัมภาษณ์ทั่วไปมักเปิดเงาให้พอสว่างดูเป็นมิตร ส่วนงานที่อยากได้อารมณ์ดราม่าก็ปล่อยเงาเข้มขึ้น
แยกผู้พูดออกจากฉากหลัง
ขั้นที่ช่วยให้ภาพดูมีมิติขึ้นอีกคือการแยกผู้พูดออกจากฉากหลัง ใช้ไฟส่องหลังส่องที่ขอบไหล่และผมเพื่อสร้างเส้นแสงที่ทำให้ตัวผู้พูดลอยเด่นจากพื้นหลัง และจัดการฉากหลังไม่ให้แบนหรือน่าเบื่อ เช่นเพิ่มไฟส่องฉากหลังเล็กน้อยให้มีมิติ หรือเว้นระยะระหว่างผู้พูดกับฉากหลังเพื่อให้ฉากหลังเบลอนุ่ม การแยกชั้นระหว่างคน ฉากหน้า และฉากหลังคือสิ่งที่ทำให้ภาพสัมภาษณ์ดูมีความลึกและเป็นมืออาชีพ ไม่ใช่แค่คนนั่งหน้ากำแพงแบน ๆ
สรุป
สิ่งที่อยากให้จำคือ จัดไฟสัมภาษณ์คนเดียวเริ่มจากไฟหลักที่วางเยื้องข้างและให้แสงนุ่มเป็นหัวใจ แล้วเปิดเงาด้านมืดด้วยไฟเสริมหรือแผ่นสะท้อนตามอารมณ์ที่ต้องการ และแยกผู้พูดออกจากฉากหลังด้วยไฟส่องหลังพร้อมจัดการฉากหลังให้มีมิติ ทำตามลำดับนี้แม้มีอุปกรณ์น้อยก็ได้ภาพที่ดูดี เริ่มจากไฟหลักให้ดีก่อนแล้วค่อยเพิ่มทีละชั้น แล้วงานสัมภาษณ์ของเราจะดูน่าเชื่อถือและเป็นมืออาชีพขึ้นอย่างเห็นได้ชัด