เก็บเสียงงานอีเวนต์ — การเก็บเสียงจากงานอีเวนต์ให้ใช้ได้จริง เริ่มจากการเลิกเชื่อความเข้าใจผิดที่แพงที่สุดในสายนี้ คือคิดว่าเสียบสายจากมิกเซอร์ของงานเข้ากล้องได้แล้วเรื่องเสียงจบ มิเตอร์เต้นสวย ระดับกำลังดี ทุกอย่างดูเรียบร้อยตลอดสามชั่วโมง แล้วมาพบตอนเปิดไฟล์ว่ามีช่วงหนึ่งเสียงหายไปสิบนาที เพราะระหว่างงานมีการปรับ gain ที่มิกเซอร์เพื่อแก้เสียงหอนในห้อง เคสแบบนี้เกิดซ้ำในงานสัมมนาและงานโรงแรมมากพอจะเรียกว่าเป็นรูปแบบ ไม่ใช่อุบัติเหตุ
เก็บเสียงงานอีเวนต์: เสียงจากมิกเซอร์คือเสียงที่ดีที่สุดในห้อง แต่คุณไม่ได้คุมมัน
ช่างเสียงของงานมีหน้าที่ทำให้เสียงในห้องดี ไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ไฟล์ของใครดี สองอย่างนี้ขัดกันบ่อยกว่าที่คิด เขาอาจตัดเบสลงเพื่อไม่ให้ห้องอื้อ ทั้งที่ในคลิปต้องการเบส หรือปิดไมค์ที่คิดว่าไม่ได้ใช้ ซึ่งบังเอิญเป็นตัวที่ฝั่งกล้องกำลังพึ่งอยู่ พูดตรง ๆ การรับจากมิกเซอร์คือการยืมเสียงคนอื่นมาใช้ ไม่ใช่การควบคุมเสียง
เก็บเสียงจากงานอีเวนต์ ต้องขอสายให้ถูกจังหวะและถูกระดับ
การไปคุยกับช่างเสียงตั้งแต่ก่อนงานเริ่มได้ผลคนละเรื่องกับการเดินไปขอตอนพิธีกรขึ้นเวทีแล้ว สิ่งที่ต้องขอคือ output ที่เขาไม่ได้ใช้ และต้องระบุให้ชัดว่าต้องการระดับไลน์หรือระดับไมค์ เพราะสัญญาณระดับไลน์ที่เสียบเข้าช่องไมค์จะแตกทันที นี่คือเหตุผลที่ DI box หรือกล่องแปลงระดับสัญญาณควรอยู่ในกระเป๋าตลอด ของชิ้นเล็กราคาไม่สูงเมื่อเทียบกับความเสียหายที่มันกันได้ สาย XLR ควรเผื่อความยาวไว้เท่าตัวจากที่คิด เพราะโต๊ะมิกเซอร์ในงานจริงมักอยู่ไกลกว่าที่ผังบอก และการใส่หูฟังมอนิเตอร์ตลอดงานคือขั้นตอนที่คนข้ามบ่อยที่สุด ทั้งที่มันคือทางเดียวที่จะรู้ว่าสายหลุดตอนนี้ ไม่ใช่รู้ตอนกลับถึงบ้าน
เสียงสำรองที่ใช้ได้จริงมักวางเป็นสองชั้น
ชั้นแรกคือไมค์ที่ติดกับกล้องหรือไมค์ในตัวกล้องเอง เสียงไม่สวย มีเสียงคนคุยรอบข้าง แต่มันคือหลักฐานว่าใครพูดอะไรตอนไหน ใช้เป็นเสียงกู้ชีพและใช้จัดเรียงคลิปตอนตัดต่อได้ดี ชั้นที่สองคือเครื่องอัดเสียงตัวเล็กที่วางไว้ใกล้ลำโพงหรือรับจากมิกเซอร์อีกทาง ข้อดีของมันคือทำงานแยกจากกล้อง ถ้ากล้องหยุดเพราะการ์ดเต็มหรือแบตหมด เสียงยังไหลต่อ เครื่องอัดที่มีฟังก์ชันบันทึกช่องสำรองที่ระดับเบากว่าช่องหลักหลายสต็อปเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์งานคอนเสิร์ตมาก เพราะเวลาเสียงกระโดดจนแตก ยังเหลืออีกช่องที่รอด และของกลุ่มนี้ควรอยู่ในชุดแรกตั้งแต่ก่อนรับงาน
คำถามที่ควรใช้วัดระบบเสียงจึงไม่ใช่ว่าเสียงดีแค่ไหน แต่คือถ้าเส้นหลักหายไปตอนนาทีที่เจ็ดสิบ ยังเหลืออะไรให้ลูกค้าดู









