AF transition speed หรือ การตั้งความเร็วและความหนืดของออโต้โฟกัสให้เข้ากับงาน เป็นเรื่องที่คนเพิ่งย้ายจากถ่ายภาพนิ่งมาทำวิดีโอมักพลาด เพราะจะตั้งไว้เร็วที่สุดโดยอัตโนมัติ ในโลกของภาพนิ่ง เร็วคือดีเสมอ พอเอาแนวคิดเดียวกันมาถ่ายสัมภาษณ์ ภาพที่ได้จะมีอาการวูบเข้าวูบออกตลอดเวลาที่คนพูดขยับตัว ดูแล้วรู้สึกไม่สงบทั้งที่ทุกเฟรมคมหมด นั่นคือจุดที่หลายคนเริ่มเข้าใจว่าวิดีโอเป็นคนละเกม
AF transition speed: สองค่าที่ควบคุมพฤติกรรม ย้ายยังไง กับ ย้ายเมื่อไหร่
ในกล้องวิดีโอสมัยใหม่มีค่าที่ควบคุมพฤติกรรมนี้อยู่สองตัวหลัก ตัวแรกคือความเร็วในการเปลี่ยนโฟกัส ซึ่งกำหนดว่าเมื่อกล้องตัดสินใจย้ายแล้ว มันจะย้ายเร็วแค่ไหน ตัวที่สองคือความไวต่อการเปลี่ยนซับเจกต์ ซึ่งกำหนดว่ากล้องจะยอมทิ้งของที่เกาะอยู่ไปหาของใหม่ง่ายแค่ไหน สองตัวนี้แยกกันอย่างสิ้นเชิงแต่คนมักปรับพร้อมกันจนงง วิธีจำที่ง่ายที่สุดคือตัวแรกคุมว่า “ย้ายยังไง” ตัวที่สองคุมว่า “ย้ายเมื่อไหร่”
งานสัมภาษณ์ ตั้งความเร็วต่ำและความไวต่ำเกือบสุด
สำหรับงานสัมภาษณ์หรือคอนเทนต์พูดหน้ากล้อง ผมตั้งความเร็วไว้ต่ำและความไวไว้ต่ำเกือบสุด ผลคือถ้าซับเจกต์เอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย กล้องจะค่อย ๆ ไล่ตามอย่างนุ่มนวลจนดูเหมือนมีคนหมุนโฟกัสให้ และถ้ามีคนเดินผ่าน กล้องจะลังเลอยู่พักหนึ่งแทนที่จะกระโดดไปทันที ความลังเลที่คนทั่วไปเกลียดในภาพนิ่ง กลับกลายเป็นข้อดีในวิดีโอ เพราะโลกจริงมีสิ่งรบกวนเข้าเฟรมตลอดเวลาและส่วนใหญ่ไม่สำคัญ
ตั้งความเร็วและความหนืดของออโต้โฟกัสสำหรับงานอีเวนต์และกิมบอล
กลับกัน งานอีเวนต์ที่ต้องแพนตามคนเดินบนเวที งานกีฬา หรืองานถ่ายเด็กและสัตว์ ผมดันความเร็วขึ้นไปสูงและตั้งความไวไว้กลางค่อนไปทางสูง เพราะสิ่งที่แพงที่สุดในงานแบบนั้นคือช็อตที่หลุดไปเลย ไม่ใช่ช็อตที่โฟกัสเข้าเร็วเกินไปหน่อย งานสารคดีเดินตามคนอยู่ตรงกลางระหว่างสองแบบนี้ และงานถ่ายด้วยกิมบอลที่เดินเข้าหาซับเจกต์เรื่อย ๆ ต้องการความเร็วสูงแต่ความไวต่ำ เพื่อให้มันไล่ระยะทันโดยไม่วอกแวกไปหาต้นไม้ริมทาง
เรื่องที่ช่วยประหยัดเวลาหน้ากองมากคือการเก็บชุดค่าเหล่านี้ไว้ล่วงหน้า กล้องระดับทำงานส่วนใหญ่บันทึกชุดตั้งค่าไว้เรียกใช้ได้ ผมทำไว้สามชุดตามงานที่รับบ่อยที่สุด แล้วตั้งชื่อให้ตรงกับประเภทงานจริง ไม่ใช่ตั้งเป็นเลขหนึ่งสองสาม เพราะตอนรีบคุณจะจำไม่ได้ว่าเลขไหนคืออะไร ส่วนค่าที่ตั้งไว้ก็ควรกลับมาทบทวนหลังจบงานที่มีปัญหา จดไว้สั้น ๆ ว่าวันนั้นพลาดตรงไหน แล้วปรับทีละค่า ไม่ใช่ปรับทั้งชุดพร้อมกันจนไม่รู้ว่าอะไรช่วย
สิ่งที่ค่าพวกนี้ทำไม่ได้คือแก้ปัญหาที่ต้นทางผิด ถ้าคุณเปิดรูรับแสงกว้างสุดในฉากที่คนขยับตัวไปมาหนึ่งเมตร ไม่มีค่าไหนช่วยได้ ปิดลงมาหนึ่งสตอปแล้วเพิ่มแสงอาจแก้ได้ในสามสิบวินาที คำถามที่ควรถามตัวเองก่อนเข้าเมนูจึงเป็น ปัญหานี้เป็นปัญหาของกล้อง หรือเป็นปัญหาของการจัดฉาก










