มีความเชื่อที่แพร่หลายว่ายิ่งมีอุปกรณ์เยอะ งานยิ่งดีขึ้น ทำให้หลายคนไล่สะสมเลนส์ ไฟ และอุปกรณ์เสริมไม่หยุด ด้วยความหวังว่าของชิ้นต่อไปจะปลดล็อกฝีมือ แต่ในความจริง อุปกรณ์เยอะบางทีกลับถ่วงเรามากกว่าช่วย วันนี้เราจะมาคุยกัน
ทำไมความเชื่อนี้ถึงน่าหลงเชื่อ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าทำไมความเชื่อนี้ถึงน่าหลงเชื่อ เพราะการซื้อของให้ความรู้สึกว่าเรากำลังพัฒนา มันจับต้องได้และทำได้ทันที ต่างจากการฝึกฝนที่ช้าและต้องอดทน การคิดว่าซื้อของแล้วเก่งขึ้นจึงสบายใจกว่าการยอมรับว่าต้องลงแรงฝึก แต่ความสบายใจนี้มักนำไปสู่การสะสมที่ไม่ได้ช่วยงาน
ทำไมอุปกรณ์เยอะถึงไม่ช่วย
เหตุผลแรกที่อุปกรณ์เยอะไม่ช่วยคือ ฝีมือไม่ได้มาจากของ มันมาจากการได้ลงมือถ่ายและเข้าใจสิ่งที่ทำ คนที่มีของน้อยแต่ใช้คล่องและเข้าใจลึก มักได้งานที่ดีกว่าคนที่มีของครบแต่ไม่ได้เชี่ยวชาญสักอย่าง ของเป็นแค่เครื่องมือ คนใช้คือคนกำหนดผลลัพธ์
เหตุผลที่สองคือ ของเยอะทำให้เราขยับช้าและตัดสินใจยากขึ้น เวลาต้องเลือกจากเลนส์หลายตัวหรืออุปกรณ์หลายชิ้น เราเสียเวลาคิดและสลับไปมา จนพลาดจังหวะดี ๆ คนที่จำกัดตัวเองด้วยของไม่กี่ชิ้นมักทำงานคล่องกว่าและสร้างสรรค์กว่า เพราะต้องหาวิธีทำงานกับสิ่งที่มี
เหตุผลที่สามคือ ของเยอะกระจายความสนใจของเรา แทนที่จะฝึกใช้ของชิ้นเดียวให้ลึกซึ้ง เรากลับวนอยู่กับการเรียนรู้ของใหม่ไปเรื่อย ๆ จนไม่เชี่ยวชาญสักอย่าง การมีของน้อยแล้วใช้จนรู้จักมันทุกซอกทุกมุม ให้ความเข้าใจที่ลึกกว่า
เหตุผลที่สี่คือ ของเยอะเป็นภาระเวลาทำงานจริง ต้องขน ต้องดูแล ต้องเซ็ตอัป ของที่ไม่ได้ใช้แต่แบกไปด้วยคือน้ำหนักและเวลาที่เสียเปล่า บางทีการไปถ่ายด้วยของน้อยชิ้นทำให้เราโฟกัสกับการถ่ายได้มากกว่า
แล้วเราควรคิดยังไง
แล้วเราควรคิดยังไง แทนที่จะถามว่าควรมีของอะไรเพิ่ม ให้ถามว่าของที่มีอยู่เราใช้คุ้มและเข้าใจมันดีแล้วหรือยัง ซื้อเพิ่มเมื่อเจอข้อจำกัดจริงที่ขวางงานที่เราทำเป็นประจำ ไม่ใช่ซื้อเพราะกลัวขาดหรือเพราะเห็นคนอื่นมี การซื้อแบบมีเหตุผลจากงานจริงทำให้ทุกชิ้นได้ใช้คุ้ม
สรุป
สิ่งที่อยากให้จำคือ อุปกรณ์เยอะไม่ได้แปลว่างานดีขึ้น เพราะฝีมือมาจากการใช้และเข้าใจ ไม่ใช่จำนวนของ ของเยอะยังทำให้ขยับช้า กระจายความสนใจ และเป็นภาระ ใช้ของที่มีให้คุ้มและลึกก่อน แล้วซื้อเพิ่มเมื่อเจอข้อจำกัดจริง วิธีนี้ทำให้เราโตเป็นคนที่เข้าใจเครื่องมือของตัวเอง ไม่ใช่แค่คนที่มีของเยอะ