พอเริ่มเล่นแฟลชจริงจัง คำถามแรก ๆ ที่โผล่มาคือโหมดแฟลช TTL กับ Manual หรือปุ่มที่เขียนว่า TTL กับ M มันต่างกันยังไง ตอนแรกผมก็งง เลือกมั่ว ๆ ไปเรื่อย จนวันที่เข้าใจว่ามันคือเรื่องของ ใครเป็นคนตัดสินใจแรงไฟ ทุกอย่างก็ชัดขึ้น
โหมดแฟลช TTL กับ Manual ต่างกันที่ใครคุมไฟ
TTL ย่อมาจากการวัดแสงผ่านเลนส์ พูดง่าย ๆ คือกล้องกับแฟลชคุยกัน ตอนเรากดชัตเตอร์ แฟลชจะยิงแสงพรีแฟลชแวบเล็ก ๆ ออกไปก่อนเสี้ยววินาที กล้องวัดว่าแสงสะท้อนกลับมาเท่าไหร่ แล้วคำนวณว่าควรยิงจริงแรงแค่ไหนให้ภาพพอดี ทั้งหมดนี้เกิดในพริบตาโดยเราไม่ต้องคิด ข้อดีคือเร็วมากและตามสถานการณ์ทัน เหมาะกับงานที่ระยะห่างระหว่างเรากับแบบเปลี่ยนตลอด อย่างงานแต่งที่เดินถ่ายไปเรื่อย เดี๋ยวใกล้เดี๋ยวไกล TTL ช่วยให้ไม่ต้องมานั่งปรับทุกช็อต
Manual คือความสม่ำเสมอ
โหมด Manual คือเราบอกแฟลชตรง ๆ ว่ายิงแรงเท่าไหร่ เช่นเต็มกำลัง ครึ่งกำลัง หรือหนึ่งในแปด เราตั้งเลขเอง แฟลชก็ยิงเท่านั้นเป๊ะทุกครั้ง ข้อดีที่คนชอบมากคือความสม่ำเสมอ ตั้งค่าไว้แล้วแสงจะเท่ากันทุกภาพ ไม่เพี้ยนไปตามสีเสื้อหรือฉากหลังเหมือน TTL ที่บางทีเจอชุดขาวก็ยิงเบาไป เจอชุดดำก็ยิงแรงไป งานถ่ายในสตูดิโอ ถ่ายสินค้า หรือเซตแสงที่ทุกอย่างอยู่กับที่ Manual คือตัวเลือกที่คุมง่ายกว่ามาก เพราะแสงนิ่งให้เราจัดองค์ประกอบได้สบาย
ไม่ใช่เรื่องมือใหม่หรือมือโปร
ที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่า TTL เป็นของมือใหม่ ส่วน Manual เป็นของมือโปร จริง ๆ มันไม่ใช่เรื่องฝีมือ แต่เป็นเรื่องลักษณะงาน ช่างภาพงานแต่งมือฉมังหลายคนใช้ TTL ทั้งงานเพราะมันเร็วและสถานการณ์เปลี่ยนไว ขณะที่มือใหม่ที่หัดถ่ายพอร์ตเทรตในห้องเดิมกลับได้ประโยชน์จาก Manual เพราะได้ฝึกเข้าใจว่ากำลังไฟเท่านี้ให้แสงแบบไหน มันคนละเป้าหมายกัน การเลือกโหมดแฟลช TTL กับ Manual จึงขึ้นอยู่กับลักษณะงาน
วิธีที่ผมแนะนำสำหรับคนเริ่ม ลองทั้งสองแบบในงานเดียวกัน ถ้าอยู่นิ่ง ๆ จัดเซตได้ ให้เริ่มที่ Manual แล้วค่อย ๆ หมุนกำลังไฟดูว่าภาพเปลี่ยนยังไง มันสอนเรื่องแสงได้ดีมาก แต่พอต้องออกไปถ่ายงานที่วิ่งตามคน สลับไป TTL แล้วปล่อยให้กล้องช่วยคิด ไม่ต้องยึดติดว่าต้องใช้อันใดอันหนึ่งตลอด เครื่องมือมีให้เลือกก็เลือกให้เข้ากับหน้างาน แค่นั้นเอง เมื่อต้องเลือก โหมดแฟลช TTL กับ Manual ให้พิจารณาลักษณะของงานเป็นหลัก










