เลนส์ซีเนม่าสามตัวแรกควรเป็นระยะอะไร เป็นคำถามที่คนย้ายจากเลนส์ซูมมาเป็นไพรม์มักตอบผิดตั้งแต่ต้น เพราะความเชื่อที่ติดมาคือชุดแรกต้องกวาดให้ครบตั้งแต่ไวด์ถึงเทเล เพราะกลัวว่าจะเจอช็อตที่ทำไม่ได้ ในทางปฏิบัติกลับตรงกันข้าม ชุดสามตัวที่กระจายกว้างเกินไปทำให้ต้องเปลี่ยนเลนส์บ่อยกว่าเดิมและมีระยะที่แทบไม่ได้แตะเลยตลอดปี ส่วนชุดสามตัวที่เกาะกลุ่มกันทำให้เปลี่ยนน้อยลงและใช้ครบทุกตัว เส้นแบ่งที่ตัดสินว่าควรเลือกแบบไหนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ประเภทงาน แต่อยู่ที่ขนาดของห้องที่ต้องเข้าไปทำงาน
ชุด 25/35/50 ทำงานได้ในที่แคบ
ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่งานจริงเจอบ่อยกว่าที่คิด คอนโดในกรุงเทพ ร้านอาหารที่ยังเปิดขายอยู่ ออฟฟิศลูกค้าที่ย้ายโต๊ะไม่ได้ ห้องครัวในบ้านตัวอย่าง ในที่แบบนี้ 25mm คือระยะที่ทำให้ยังถอยได้และยังเห็นว่าอยู่ที่ไหน ส่วน 50mm ทำหน้าที่เป็นตัวปิดสำหรับโคลสอัพโดยไม่ต้องยืนไกลจนออกไปนอกห้อง ข้อเสียของชุดนี้คือ 50mm บนฟูลเฟรมยังไม่ถือว่าอัดแน่นพอสำหรับโคลสอัพใบหน้าแบบที่บีบฉากหลังให้ละลายเป็นแผ่นเดียว ใครที่ทำงานสัมภาษณ์ซึ่งต้องการภาพชัดตื้นแบบนั้นทุกครั้งจะรู้สึกว่าขาดอะไรไปตัวหนึ่งตั้งแต่เดือนแรก
เลนส์ซีเนม่าสามตัวแรก แบบ 35/50/85 กลับกันทุกข้อ
85mm บนฟูลเฟรมคือระยะที่ทำให้ใบหน้าดูเป็นธรรมชาติที่สุดและแยกตัวออกจากฉากหลังได้ง่ายที่สุด งานสัมภาษณ์ งานพอร์ตเทรตเคลื่อนไหว งานที่ต้องถ่ายคนโดยไม่เข้าไปใกล้จนอึดอัด ชุดนี้ตอบได้หมด ส่วน 35mm ทำหน้าที่เป็นไวด์ของชุด ซึ่งกว้างพอสำหรับภาพตั้งฉากในห้องขนาดปกติ แต่ไม่พอถ้าต้องเข้าไปในห้องน้ำ ในรถ หรือในพื้นที่ที่กำแพงอยู่ห่างจากตัวไม่ถึงสองเมตร ในสถานการณ์แบบนั้นชุดนี้จะบังคับให้ต้องเลือกระหว่างตัดหัวตัดไหล่กับหาที่ยืนใหม่ที่ไม่มีอยู่
ความเข้าใจผิดหนึ่งที่ควรแก้ก่อนตัดสินใจ
คือการคิดว่าต้องเว้นระยะห่างระหว่างสามตัวให้เท่า ๆ กันเพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อน 35 กับ 50 อยู่ใกล้กันมากในเชิงตัวเลข แต่ในเชิงการเล่าเรื่องมันคนละหน้าที่กันชัดเจน ตัวหนึ่งเป็นระยะที่คนดูรู้สึกว่าอยู่ในเหตุการณ์ อีกตัวเป็นระยะที่คนดูรู้สึกว่ากำลังมองใครสักคน กองถ่ายจำนวนมากใช้สองตัวนี้คู่กันทั้งวันโดยแทบไม่แตะตัวที่สามเลย เพราะฉะนั้นถ้าต้องตัดให้เหลือสองตัวจริง ๆ 35 กับ 50 เป็นคู่ที่รอดที่สุด แล้วค่อยเลือกว่าตัวที่สามจะเป็นฝั่งกว้างหรือฝั่งแคบตามงานที่รับ
เรื่องความไวของแต่ละตัวควรตรวจก่อนซื้อชุดสามตัว เพราะในชุดที่ผู้ผลิตจัดมา ระยะไวด์มักเป็นตัวที่ค่า Tสูงกว่าเพื่อน อย่างในไลน์ที่มีแปดระยะ ตัว 25, 35, 50 และ 85mm เป็น T1.9 เท่ากันหมด แต่ถ้าเลือก 14mm มาอยู่ในชุดจะได้ T2.4 ซึ่งต่างไปประมาณสองในสามสต็อป การรู้ตรงนี้ก่อนช่วยให้วางแผนค่าแสงได้ตั้งแต่ต้น สำหรับคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ มีวิธีทดสอบที่ตรงกว่าการอ่านคำแนะนำ เปิดโปรเจกต์เก่าที่ถ่ายด้วยเลนส์ซูมย้อนหลังหกเดือน แล้วดูค่าทางยาวโฟกัสในเมทาดาทาว่าลงไปกองอยู่ตรงไหนมากที่สุด หลายคนพบว่าตัวเองใช้ช่วง 30 ถึง 60 อยู่แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของช็อตทั้งหมด
ข้อสุดท้ายที่ต้องยอมรับคือชุดสามตัวไม่ว่าจะจัดแบบไหนก็ยังมีช่องโหว่ ไม่มีการจัดชุดใดที่ครบ และการพยายามอุดทุกช่องด้วยการซื้อตัวที่สี่ทันทีมักทำให้ได้เลนส์ที่ไม่ได้ใช้ วิธีที่ประหยัดกว่าคือซื้อสามตัวที่ตรงกับงานประจำ ใช้ไปหนึ่งปี แล้วปล่อยให้ปัญหาที่เจอซ้ำ ๆ เป็นตัวบอกว่าตัวที่สี่ควรเป็นอะไร ระหว่างนั้นถ้าเจองานที่ต้องการระยะที่ไม่มี การเช่าเฉพาะตัวนั้นเป็นงาน ๆถูกกว่าการเดาผิดแล้วซื้อค้างไว้
สรุปเนื้อหาสำคัญ
- สำหรับคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ มีวิธีทดสอบที่ตรงกว่าการอ่านคำแนะนำ เปิดโปรเจกต์เก่าที่ถ่ายด้วยเลนส์ซูมย้อนหลังหกเดือน แล้วดูค่าทางยาวโฟกัสใน เมทาดาทา ว่าลงไปกองอยู่ตรงไหนมากที่สุด










