ในยุคที่กล้อง Mirrorless สามารถถ่ายวิดีโอระดับ 4K หรือ 8K ได้อย่างง่ายดาย ช่างภาพหลายคนมักจะเริ่มต้นการถ่ายวิดีโอด้วย “เลนส์ภาพนิ่ง” (Photo Lens) ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งมันก็ทำงานได้ดีและตอบโจทย์ระบบ Auto Focus ที่รวดเร็ว

แต่ถ้าคุณเคยสังเกตเบื้องหลังกองถ่ายทำโฆษณา มิวสิกวิดีโอ หรือภาพยนตร์ ทำไมโปรดักชันระดับมืออาชีพถึงยังคงเลือกใช้ “เลนส์ภาพยนตร์” หรือ “เลนส์ Cinema (Cine Lens)” ที่เป็นระบบ Manual Focus แถมยังมีน้ำหนักเยอะกว่า?
วันนี้ Lnwgadget จะพาไปเจาะลึกความลับของเลนส์ Cinema ว่ามันมีดีอะไร และทำไมมันถึงคุ้มค่าที่จะลงทุนสำหรับสายวิดีโอครับ
1. บอดี้และการออกแบบที่เกิดมาเพื่อ “ทีมเวิร์ก”
ข้อแตกต่างแรกที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ “รูปทรงภายนอก” เลนส์ภาพนิ่งถูกออกแบบมาให้กะทัดรัด พกพาง่าย แต่เลนส์ Cinema ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับ “อุปกรณ์เสริม” ในกองถ่าย (Camera Rig)

ขนาดและน้ำหนักคงที่ หากคุณซื้อเลนส์ Cine แบบเป็นเซ็ต (เช่น 24mm, 35mm, 50mm) เลนส์ทุกตัวมักจะมีขนาดหน้าเลนส์ (เช่น 95mm) ความยาว และตำแหน่งของวงแหวนเฟือง “ตรงกันเป๊ะ” ทำให้เวลาคุณเปลี่ยนระยะเลนส์บนกิมบอล (Gimbal) คุณแทบไม่ต้องบาลานซ์น้ำหนักใหม่ หรือขยับตำแหน่งมอเตอร์โฟกัสเลย ซึ่งประหยัดเวลาหน้าเซ็ตได้มหาศาล
วงแหวนเฟืองมาตรฐาน (Standardized Gear Rings) เลนส์ Cine ทุกตัวจะมีวงแหวนที่มีเฟืองหยัก (มักใช้มาตรฐาน 0.8 Mod) ที่วงแหวนโฟกัส รูรับแสง และซูม เพื่อให้สามารถประกบเข้ากับมอเตอร์ Follow Focus ได้ทันทีโดยไม่ต้องใส่สายรัดเพิ่ม
2. การควบคุมโฟกัสที่แม่นยำระดับมิลลิเมตร (Focus Throw & Hard Stops)
หากคุณเคยลองใช้มือหมุนโฟกัสบนเลนส์ Auto Focus คุณจะพบว่ามันควบคุมยากมาก ขยับนิดเดียวจุดโฟกัสก็กระโดดไปไกลแล้ว (เพราะมันเป็นระบบ Focus-by-wire ควบคุมด้วยไฟฟ้า)

Hard Stops วงแหวนโฟกัสของเลนส์ Cine จะมี “จุดหยุด” ที่ชัดเจนที่ระยะใกล้สุดและระยะอนันต์ (Infinity) ทำให้ช่างภาพโฟกัส (Focus Puller) สามารถทำเครื่องหมาย (Marking) บนดิสก์ Follow Focus และจำน้ำหนักมือเพื่อเปลี่ยนจุดโฟกัสซ้ำๆ ได้อย่างแม่นยำ 100% ทุกเทค
Long Focus Throw เลนส์ Cine มีระยะการหมุนโฟกัสที่ยาวเหยียด (มักจะกว้างถึง 270 – 300 องศา) ทำให้คุณสามารถค่อยๆ เกลี่ยโฟกัสจากตาขวาไปตาซ้ายของนักแสดงได้อย่างนุ่มนวลและละเอียดอ่อน
3. บอกลาอาการ Focus Breathing
นี่คือจุดบอดที่ร้ายแรงที่สุดของการนำเลนส์ภาพนิ่งมาถ่ายวิดีโอ เวลาที่คุณเปลี่ยนจุดโฟกัสจากฉากหน้าไปฉากหลังด้วยเลนส์ภาพนิ่ง คุณจะสังเกตเห็นว่า “ขอบภาพมันจะขยับซูมเข้า-ซูมออกนิดๆ” อาการนี้เรียกว่า Focus Breathing ซึ่งทำให้คนดูเสียสมาธิและทำให้วิดีโอดูไม่เป็นมืออาชีพ แต่สำหรับเลนส์ Cine ชิ้นแก้วด้านในถูกออกแบบมาเพื่อ ระงับอาการหายใจนี้โดยเฉพาะ ทำให้การเปลี่ยนจุดโฟกัส (Rack Focus) นิ่งสนิทและสมูทตาที่สุด

4. T-Stops vs F-Stops และวงแหวนรูรับแสงแบบไร้คลิก
De-clicked Iris (ปรับแสงแบบสมูท) วงแหวนปรับรูรับแสงของเลนส์ Cine จะไม่มีเสียง “คลิก” (Stepless) คุณสามารถค่อยๆ หรี่แสงลงอย่างนุ่มนวลเวลาที่กล้องแพนจากในร่มออกไปที่สว่างกลางแจ้งได้โดยที่วิดีโอไม่กระตุกเป็นขั้นๆ
แสงที่แม่นยำ (T-Stops) เลนส์ภาพนิ่งวัดค่ารูรับแสงเป็น F-Stops (ตามหลักเรขาคณิต) แต่เลนส์ Cine วัดเป็น T-Stops (Transmission Stops) ซึ่งคือปริมาณแสงที่ส่องผ่านชิ้นแก้วมาตกระทบเซนเซอร์ “จริงๆ” หมายความว่าถ้าคุณตั้งเลนส์ T2.0 แสงที่ได้จะสว่างเท่ากันทุกตัวในเซ็ต ทำให้เกรดสีง่าย สีไม่โดด ความสว่างไม่เปลี่ยนเมื่อเปลี่ยนระยะเลนส์
ผู้เขียน

Lnwgadget
แก็ดเจ็ตขั้นเทพ โดยกูรูเพื่อคนรักแก็ดเจ็ตอย่างแท้ทรู ประกันศูนย์ไทย VAT พร้อมส่ง Same Day Delivery* ออกใบกำกับภาษี