5 วิธีเลือกเลนส์ตัวที่สองให้เหมาะกับเรา มือใหม่ต้องรู้ก่อนซื้อ เลนส์ หลังจากที่เราได้ เลนส์ตัวแรก ที่ใช้งานไปแล้วก็จะตอบโจทย์การทำงานและครอบคลุมความต้องการในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังอยากที่จะได้ มุมมองการถ่ายภาพ แบบอื่น หรือใช้ เลนส์สำหรับการถ่ายภาพ ที่ให้ภาพในลักษณะเฉพาะตัวมากขึ้น หรือจะเป็นการ อัพเกรดเลนส์ เพื่อให้ได้คุณสมบัติการทำงานที่สูงกว่าเดิม ลองมาดูว่าเราจะเลือกซื้อ เลนส์ตัวที่สอง ยังไงให้เหมาะกับ การถ่ายภาพ และ การใช้งาน ของเรากันดีกว่าครับ

เลือกอ่านตามหัวข้อ
- 1. จุดประสงค์ของการใช้เลนส์และลักษณะของภาพที่อยากได้
- 2. เลือกระยะเลนส์เพื่อให้ตรงกับจุดประสงค์การใช้และลักษณะของภาพที่อยากได้
- 3. ความเข้ากันได้ระหว่างกล้องและเลนส์
- 4. ลักษณะการใช้งานยืดหยุ่น ซูมได้หรือเลนส์ฟิกซ์ (เลนส์ไพร์ม)
- 5. น้ำหนักของเลนส์ เทคโนโลยี คุณสมบัติและความสามารถรวมถึงข้อจำกัด
- สรุป การเลือกเลนส์ตัวที่สองให้เหมาะกับเรา
1. จุดประสงค์ของการใช้เลนส์และลักษณะของภาพที่อยากได้
ก่อนที่จะเลือกซื้อ เลนส์ตัวใหม่ ลองถามตัวเองก่อนว่า ทำไมต้องซื้อเลนส์ตัวใหม่ และ ทำไมถึงต้องเป็นเลนส์ตัวนี้ เพราะการซื้อ เลนส์ อีกตัวคือ การลงทุนที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น เลนส์ตัวใหม่ จะต้องตอบโจทย์การทำงานที่กว้างขึ้น ให้ มุมมองที่เปลี่ยนจากเดิม เช่น การเลือก เลนส์ถ่ายบุคคล, เลนส์ถ่ายภาพกลางคืน, เลนส์ถ่ายดาว, เลนส์ถ่ายวิว, เลนส์ถ่ายสัตว์, หรือ เลนส์ถ่ายนก ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถ สร้างสรรค์ภาพถ่าย ในสไตล์ที่แตกต่างจากการใช้เลนส์ตัวแรก

หรือเป็น เลนส์ตัวเล็ก เพื่อจะเอาติด กล้อง ไว้ ท่องเที่ยวต่างประเทศ หรือเพื่อเป็นการ อัพเกรดเลนส์ สำหรับการทำงานที่ง่ายขึ้น เพราะ จุดประสงค์ของการใช้เลนส์ และ ลักษณะของภาพที่อยากได้ จะช่วยเป็น แนวทาง เพื่อให้เราตัดสินใจในการจะซื้อ เลนส์ตัวที่สอง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ว่าจะเป็น เลนส์สำหรับท่องเที่ยว หรือ เลนส์สำหรับการทำงานเฉพาะทาง

2. เลือกระยะเลนส์เพื่อให้ตรงกับจุดประสงค์การใช้และลักษณะของภาพที่อยากได้
ระยะของเลนส์ เป็นตัวกำหนด มุมมองภาพ ที่สำคัญ โดย ระยะของเลนส์ที่มีระยะสั้น (ตัวเลขน้อย เช่น 18 มม., 24 มม.) จะให้ มุมมองภาพที่กว้าง ภาพจะออกมาแบบ มุมกว้าง เหมาะสำหรับการถ่ายภาพ วิว หรือ ทิวทัศน์ ส่วน เลนส์ที่มีระยะยาว (ตัวเลขมาก เช่น 70 มม., 85 มม., 100 มม., 200 มม., 600 มม.) จะให้ มุมที่แคบลง ตามลำดับ เหมาะสำหรับการถ่าย ภาพบุคคล, สัตว์, หรือ การซูมเข้า เพื่อให้ได้รายละเอียดที่ชัดเจน

ตัวอย่างเช่น
เลนส์ 14 mm มีระยะห่างระหว่างเลนส์จนถึงเซ็นเซอร์ 14 mm และจะให้มุมมองภาพที่กว้าง 114 องศา
เลนส์ 35mm มีระยะห่างระหว่างเลนส์จนถึงเซ็นเซอร์ 35 mm และจะให้มุมมองภาพที่กว้าง 63 องศา
และเลนส์ 200 mm มีระยะห่างระหว่างเลนส์จนถึงเซ็นเซอร์ 200 mm และจะให้มุมมองภาพที่กว้าง 12 องศา
ซึ่งเลนส์ก็จะถูกแบ่งประเภทตามระยะของเลนส์ เช่น เลนส์มุมกว้าง เลนส์มาตรฐาน เลนส์เทเลโฟโต้ การใช้เลนส์แต่ละระยะก็จะให้ภาพที่ได้ลักษณะภาพที่แตกต่างกันซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเลนส์แต่ละประเภท

- เลนส์มุมกว้างพิเศษ 14-24MM (ULTRA WIDE ANGLE) ภาพที่ได้จะมีความโค้งงอและบิดเบี้ยวไปจากความเป็นจริง ส่วนมากจะเป็นการจัดตำแหน่งให้จุดโฟกัสอยู่กลางภาพ ให้มุมมองที่แปลกใหม่
- เลนส์มุมกว้าง 24-35 MM (WIDE ANGLE) ได้ภาพโดยรวมแบบกว้าง และมีความโค้งงอของภาพแต่ไม่มากนักได้รายละเอียดของพื้นหลังอย่างครบถ้วน
- เลนส์มาตรฐาน 35-70MM (STANDARD) จะให้ภาพที่มีขนาดเสมือนจริงมากที่สุด มักจะใช้ในการถ่ายภาพบุคคลหรือสินค้าที่ต้องการความแม่นยำด้านขนาดและรูปร่าง โดยปกติแล้วเลนส์มาตรฐานเป็นเลนส์ที่มีประสิทธิภาพแต่ไม่แพงมาก ทั้งยังให้ผลลัพท์ที่น่าพอใจอีกด้วย
- เลนส์เทเลโฟโต้ 70-300MM (TELEPHOTO) ภาพจะเหมือนถูกเข้ามาให้ความรู้สึกเหมือนวัตถุถูกดึงเข้ามาใกล้พื้นหลังจะฟุ้งเบลอ เน้นตัวแบบเหม่ะสำหรับการถ่ายภาพสัตว์ นก หรือจะเอามาถ่ายภาพบุคคลก็ทำให้ตัวแบบโดดเด่นได้ไม่น้อยเลย

3. ความเข้ากันได้ระหว่างกล้องและเลนส์
เลนส์ จะทำงานได้อย่างสมบูรณ์เมื่อต่อเข้ากับ กล้องที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน ซึ่งก่อนที่จะซื้อ เลนส์ ต้องรู้ก่อนว่า กล้องที่ใช้มีเซ็นเซอร์ภาพแบบไหน และใช้ได้กับ เลนส์แบบไหน ซึ่ง เซ็นเซอร์ที่มีอยู่ในตลาดกล้อง ก็เช่น เซ็นเซอร์แบบ Full frame, APS-C, และแบบ Micro Four Thirds ดังนั้นต้องเข้าใจ กล้องของตัวเอง ก่อนว่ามี เซ็นเซอร์แบบไหน แล้วจึงเลือกซื้อ เลนส์ที่รองรับการทำงานกับเซ็นเซอร์ นั้น

เลนส์เม้าท์ คือส่วนที่ เลนส์ ใช้ต่อกับ กล้อง โดยในคู่มือจะบอกว่า กล้อง ใช้งานได้กับ เลนส์ที่มีเม้าท์ชนิดไหน เพราะไม่ใช่ว่า เลนส์ทุกตัว จะทำงานได้กับ กล้องทุกค่าย ซึ่งในบางครั้ง เลนส์ที่เหมาะสม อาจจะมีเฉพาะ เลนส์ที่ผลิตจากบริษัทที่ผลิตกล้อง หรือเราอาจจะเลือก เลนส์ตัวเลือก ที่มาจากบริษัทที่เป็น Third party ก็ได้ เช่น Sigma, Tamron, หรือ Tokina ที่ผลิตเลนส์ที่รองรับการใช้งานกับกล้องหลายค่าย
4. ลักษณะการใช้งานยืดหยุ่น ซูมได้หรือเลนส์ฟิกซ์ (เลนส์ไพร์ม)
เลนส์ฟิกซ์ หรือ เลนส์ไพร์ม จะถูกเรียกตามระยะ คือ ระยะคงที่ เช่น เลนส์ 24 mm เลนส์ 35 mm หรือเลนส์ 85 mm เป็นระยะที่จำกัด ไม่สามารถที่จะซูมเข้าหรือออกได้ ดังนั้นต้องขยับ เคลื่อนที่เข้าใกล้หรือออกห่างจากตัวแบบเอง เพื่อให้ได้ระยะที่ต้องการ

ส่วน เลนส์ซูม จะเป็นเลนส์ที่มีระยะเป็นช่วง เช่น ก็คือความสะดวกในการดึงภาพระยะไกลให้ใกล้เข้ามา เช่น เลนส์ระยะ 24-70mm การทำงานยืดหยุ่นกว่า เพราะสามารถเลือกระยะการใช้งานได้ ไม่ต้องเดินเข้าออกเอง เพียงหมุนซุมก็สามารถซูมถ่ายภาพใกล้ตัวแบบมากกว่าเดิมได้
5. น้ำหนักของเลนส์ เทคโนโลยี คุณสมบัติและความสามารถรวมถึงข้อจำกัด
โดยทั่วไป เลนส์ที่มีคุณสมบัติและความสามารถสูงมักจะมาพร้อมกับราคาและน้ำหนัก รูรับแสงกว้าง น้ำหนักยิ่งเยอะ ราคาสูง เพราะชิ้นเลนส์ถูกออกแบบมาอย่างซับซ้อนมากขึ้น ชิ้นเลนส์ผลิตจากวัสดุที่มีคุณภาพมากขึ้น แต่ก็มีเลนส์หลายแบรนด์ที่เริ่มพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเลนส์ให้ตัวเล็กลง เบาลงแต่ประสิทธิภาพสูงขึ้น

การเลือกจากวัตถุประสงค์ตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยให้การเลือกเลนส์ตัวที่สองง่ายขึ้น ถ้าอยากได้เบาก็เลือกที่คุณภาพพร้อมกับน้ำหนักเลนส์ที่เบา สำหรับใครที่ต้องการอัพเกรดเพื่อให้ทำงานง่ายขึ้นก็อาจจะพิจารณาดูถึงรูรับแสง การชดเชยแสง หรือความเร็วในการทำงานของออโต้โฟกัส เลนส์บางตัวรูรับแสงกว้างแต่โฟกัสได้ช้า ดังนั้นจึงดูทั้งคุณสมบัติและข้อจำกัดของเลนส์ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อช่วยในการตัดสินใจด้วยครับ

สรุป การเลือกเลนส์ตัวที่สองให้เหมาะกับเรา
ถ้าต้องการจะ เลือกเลนส์ตัวที่สอง มาใช้งาน เริ่มต้นจากการดู วัตถุประสงค์ และ ลักษณะภาพที่เราต้องการ ครับ จากนั้นเจาะดูรายละเอียดของ เลนส์ ว่าได้ตาม คุณสมบัติที่อยากได้ หรือไม่ เช่น ระยะเลนส์, ความเข้ากันได้กับกล้องที่ใช้อยู่, เลนส์ซูมได้ หรือจะเป็นแบบจำกัดระยะ แบบเลนส์ฟิกซ์ จากนั้นถึงความสามารถและดู ข้อจำกัดของเลนส์ ตัวนั้นด้วย ว่ายอมรับ ข้อจำกัด นั้นได้หรือไม่ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้เราเลือกได้ว่าเราจะซื้อ เลนส์ตัวที่สอง ตัวไหนมาไว้ใช้งาน
เลนส์นั้นสำคัญไฉน EP.1 มาทำความรู้จักเลนส์กัน เรื่องที่มือใหม่จำเป็นต้องรู้~
ผู้เขียน

Lnwgadget
แก็ดเจ็ตขั้นเทพ โดยกูรูเพื่อคนรักแก็ดเจ็ตอย่างแท้ทรู ประกันศูนย์ไทย VAT พร้อมส่ง Same Day Delivery* ออกใบกำกับภาษี