อะไรควรอบมาในไฟล์ อะไรควรเก็บไว้ทำในขั้นเกรดสี เริ่มจากความเชื่อที่ได้ยินบ่อยที่สุดในกองยุคนี้คือถ่าย RAW ไว้ก่อน เดี๋ยวแก้ทีหลังได้ ซึ่งเป็นจริงในหลายเรื่องและเป็นเท็จอย่างสิ้นเชิงในเรื่องหนึ่ง คือ RAW ไม่ได้ช่วยถอดฟิลเตอร์ออกจากภาพ อะไรก็ตามที่อยู่หน้าเลนส์ตอนแสงวิ่งผ่านคือสิ่งที่อบเข้าไปในภาพถาวรแล้ว ไม่ว่าปลายทางจะเป็น codec อะไร ไฟล์ที่ยืดหยุ่นขึ้นช่วยเรื่องอุณหภูมิสีและช่วงไดนามิก แต่ไม่ได้ย้อนกลับไปแก้ทางเดินของแสงก่อนถึงเซนเซอร์
ติดตามอุปกรณ์ถ่ายภาพและวิดีโอได้ที่ lnwGadget Store
ภาพรวมของฮาร์ดแวร์อธิบายว่าทำไมคนถึงมั่นใจเกินจริง
กล้องรุ่นปัจจุบันให้ช่วงไดนามิกในระดับ 15 ถึง 16 สตอป และการบันทึก RAW ในตัวลงมาถึงระดับสองพันกว่าดอลลาร์แล้ว Nikon ZR บันทึก REDCODE R3D ที่ราคาราว 2,200 ดอลลาร์ Canon C50 บันทึก Cinema RAW Light แบบ 7K open gate ที่ราว 3,899 ดอลลาร์ และ Sony FX5 บันทึก X-OCN 16 บิตในตัวที่ราว 4,898 ดอลลาร์ ผลข้างเคียงคือคนจำนวนมากเลิกคิดหน้ากองเพราะรู้สึกว่ามีตาข่ายรองรับ แต่ตาข่ายนี้รองรับได้แค่การตัดสินใจเรื่องตัวเลขที่บันทึกลงไปแล้ว สิ่งที่มันไม่รองรับเลยคือการตัดสินใจเรื่องแสงที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นในเส้นทางแสง
อะไรควรอบมาในไฟล์ มีอยู่ไม่กี่อย่างและแทบไม่มีข้อโต้แย้ง
อย่างแรกคือ ND เพราะมันคือสิ่งที่กำหนดว่าจะเปิดรูรับแสงเท่าไรที่ชัตเตอร์ซึ่งล็อกไว้แล้ว ระยะชัดลึกกับปริมาณโมชันเบลอที่ได้จากการตัดสินใจนั้นเขียนลงไปในเฟรมไปแล้ว ในโพสต์ไม่มีปุ่มที่ย้อนกลับไปเปลี่ยนรูรับแสงได้ อย่างที่สองคือค่าแสงจริง เพราะไฮไลต์ที่แตกไปแล้วคือข้อมูลที่ไม่มีอยู่ ไม่ใช่ข้อมูลที่ซ่อนอยู่ อย่างที่สามคือโพลาไรเซอร์ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ตรงที่สุดของคำว่าอบมาแล้วเอาออกไม่ได้ เพราะกล้องไม่ได้บันทึกข้อมูลว่าแสงที่เข้ามาถูกโพลาไรซ์ในทิศไหน
แต่โพลาไรเซอร์ก็ไม่ใช่ของฟรี
มันกินแสงราวหนึ่งสตอปครึ่งถึงสองสตอป ซึ่งเป็นราคาที่ต้องบวกเข้าไปในการคำนวณตั้งแต่แรก และผลของมันไม่สม่ำเสมอทั่วเฟรมเมื่อใช้กับเลนส์กว้าง ท้องฟ้าฝั่งหนึ่งอาจเข้มกว่าอีกฝั่งจนเห็นได้ชัด ที่ยุ่งกว่านั้นคือผลจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ระหว่างแพน เพราะมุมระหว่างเลนส์กับแหล่งแสงเปลี่ยน ในช็อตนิ่งที่เลือกมุมได้ นี่คือเครื่องมือที่ไม่มีอะไรแทน แต่ในช็อตที่กล้องกวาดไปทั้งฉาก การใส่โพลาไรเซอร์อาจสร้างปัญหาที่แก้ในโพสต์ยากกว่าปัญหาที่มันมาแก้ ถ้าช็อตที่ต้องมาต่อกันในซีนเดียวถ่ายด้วยการตั้งค่าต่างกัน ท้องฟ้าในสองช็อตจะเข้มไม่เท่ากันแบบที่แก้ยาก ทีมที่รู้ตัวมักเลือกทางใดทางหนึ่งไปเลยทั้งซีน
ฝั่งที่ไม่ควรอบมีของอยู่สองกลุ่ม
กลุ่มแรกคืออุณหภูมิสี การใส่ฟิลเตอร์แก้สีเพื่อชดเชยแหล่งไฟตอนถ่ายเป็นวิธีของยุคที่ต้องยืนยันค่าลงบนฟิล์ม แต่ในไฟล์ Log หรือ RAW มันคือการล็อกการตัดสินใจที่ขั้นเกรดสีทำได้ดีกว่าและกลับคำได้ กลุ่มที่สองคือดิฟฟิวชันหนัก ๆ ในตอนที่ลุคของงานยังไม่นิ่ง ความนุ่มระดับเบาที่ใส่ไว้ทั้งเรื่องเพื่อความสม่ำเสมอเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ แต่การใส่หนักตั้งแต่วันแรกทั้งที่ยังไม่รู้ว่าตอนจบงานจะไปทางไหน คือการปิดประตูให้ตัวเองโดยไม่ได้อะไรกลับมา
วิธีที่ใช้ตัดสินหน้ากองได้เร็วคือถามว่าสิ่งนี้เปลี่ยนทางเดินของแสงก่อนถึงเซนเซอร์หรือเปลี่ยนแค่ตัวเลขที่บันทึกลงไป ถ้าเป็นอย่างแรก ต้องตัดสินใจตอนนี้และตัดสินใจให้ถูก ถ้าเป็นอย่างหลัง ปล่อยให้เป็นภาระของห้องเกรด อีกคำถามที่ช่วยได้พอกันคือถ้าลุคของงานเปลี่ยนใจกลางทาง สิ่งนี้จะกลายเป็นหนี้ไหม ND ไม่กลายเป็นหนี้เพราะมันแค่ควบคุมปริมาณแสง ดิฟฟิวชันหนักกลายเป็นหนี้ทันที และในงานที่ต้องส่งหลายเวอร์ชันให้ลูกค้าเลือก การอบน้อยไว้ก่อนมักจบง่ายกว่าเสมอ










