RODE Wireless GO Gen 3 รุ่นสีขาวที่ lnwGadget ปรับราคาลงเหลือ 5,990 บาท เป็นไมค์ไร้สายคู่ที่มาพร้อมระบบบันทึกไฟล์ 32-bit float แยกไว้ในตัวส่งเอง เหมาะกับงานที่ต้องพกไมค์สำรองไฟล์กันเสียงเพี้ยนหรือไฟล์เสีย โดยเฉพาะงานสัมภาษณ์หรือถ่ายสารคดีที่บันทึกซ้ำไม่ได้
ไมค์คู่ RODE Wireless GO Gen 3 บันทึกไฟล์แยกในตัวได้ 40 ชั่วโมง
ตัวส่งทั้งสองตัวของชุดนี้บันทึกไฟล์ 32-bit float แยกไว้ในเครื่องได้สูงสุด 40 ชั่วโมงต่อเครื่อง จึงมีไฟล์เสียงสำรองเก็บไว้ต่างหากจากไฟล์ที่บันทึกเข้ากล้องโดยตรง ลดความเสี่ยงเรื่องระดับเสียงเพี้ยนหรือไฟล์เสียหายระหว่างกองถ่าย ส่วนฟีเจอร์ GainAssist ที่ RODE ใส่มาให้ ช่วยควบคุมระดับสัญญาณขาเข้าให้อัตโนมัติโดยไม่ต้องปรับ gain เองระหว่างถ่ายทำ ลดเวลาที่ทีมเสียงต้องคอยเช็กระดับหน้าจอตลอดงาน ไฟล์ 32-bit float ยังช่วยกู้เสียงที่ดังเกินจนแตกได้ในขั้นตอนตัดต่อโดยไม่ต้องอัดใหม่
สเปกการเชื่อมต่อและระยะสัญญาณ
ตัวรับของ RODE Wireless GO Gen 3 เชื่อมต่อได้ทั้งกล้อง สมาร์ตโฟน และคอมพิวเตอร์ในชุดเดียว RODE ระบุระยะส่งสัญญาณสูงสุดไว้ที่ 260 เมตร ซึ่งเป็นค่าที่วัดในสภาพไม่มีสิ่งกีดขวาง ในการใช้งานจริงระยะจะสั้นลงตามสภาพแวดล้อมและสิ่งกีดขวางรอบตัว ชุดที่ขายพร้อมกันยังมีกระเป๋าใส่ สายชาร์จ สาย 3.5mm สำหรับต่อกล้อง ฟองน้ำกันลม และแท่นวางบนช่องเสียบแฟลชให้ครบในกล่องเดียว
เหมาะกับใคร
ราคาสีขาว 5,990 บาทของ RODE Wireless GO Gen 3 รุ่นนี้เหมาะกับทีมโปรดักชันหรือครีเอเตอร์ที่อยากได้ไมค์ไร้สายคู่พร้อมไฟล์สำรองในตัวโดยไม่ต้องพกเครื่องบันทึกเสียงแยกต่างหาก ก่อนเลือกใช้ควรดูว่าต้องมีไฟล์บันทึกแยกในตัวส่งหรือไม่ และต้องต่อกับอุปกรณ์ชนิดใดเป็นหลัก เพราะแต่ละงานอาจต้องการอุปกรณ์เสริมในชุดต่างกันไป
ใครกำลังมองหาไมค์ไร้สายที่มีไฟล์สำรองในตัวอยู่บ้าง
ที่มา: RODE, lnwGadget
จุดที่ควรตรวจสอบก่อนเลือกไมค์ไร้สายสำหรับงานจริง
ก่อนตัดสินใจ ควรกำหนด รูปแบบงาน จำนวนผู้พูด ระยะการถ่าย และอุปกรณ์ปลายทาง ให้ชัดเจนก่อน เพราะรายละเอียดเหล่านี้ มีผลต่อ วิธีต่อใช้งาน และอุปกรณ์เสริม ที่ต้องเตรียมในแต่ละกองถ่าย
งานสัมภาษณ์ สองคน ควรตรวจว่า ตัวรับ แยกเสียง ซ้ายและขวา ได้หรือไม่ เพื่อให้แก้ระดับเสียง ของแต่ละคน ภายหลังได้สะดวก และลดเวลา แก้ไขไฟล์ ในขั้นตอนตัดต่อ
ฟังก์ชัน บันทึกเสียง ในตัวส่ง เหมาะกับงาน ที่ถ่ายซ้ำไม่ได้ เพราะมีไฟล์สำรอง อยู่ใกล้แหล่งเสียง อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ควรตรวจ พื้นที่จัดเก็บ แบตเตอรี่ และเวลาบันทึก ที่เหลือก่อนเริ่มงาน ทุกครั้ง
ระบบ 32-bit float ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ตอนปรับระดับเสียง แต่ไม่ได้แทน การติดไมค์ ที่ถูกตำแหน่ง หากไมค์เสียดสีกับเสื้อ หรืออยู่ไกลผู้พูดมาก เสียงรบกวน ยังอาจเกิดขึ้นได้
ก่อนออกกอง ควรทดลอง ระยะสัญญาณ ในสถานที่จริง เพราะกำแพง ผู้คน สัญญาณไร้สาย และตำแหน่งเสาอากาศ อาจทำให้ระยะใช้งาน แตกต่างจากตัวเลข ในสเปกของผู้ผลิต
ควรเตรียม สายต่อกล้อง สายต่อโทรศัพท์ อะแดปเตอร์ และแบตเตอรี่สำรอง ให้ตรงกับอุปกรณ์ที่จะใช้ รวมถึงทดสอบว่า กล้องรับสัญญาณ แบบไมค์ หรือแบบไลน์ เพื่อป้องกันเสียงเบา หรือเสียงแตก
การตั้งระดับเสียง ควรเริ่มจาก ให้ผู้พูด ลองพูดด้วยระดับจริง แล้วฟังผ่านหูฟัง ไม่ควรดูเพียงมิเตอร์ เพราะเสียงลม เสียงเสียดสี และเสียงรบกวน บางชนิด มองจากระดับสัญญาณ ได้ไม่ชัด
หากถ่ายกลางแจ้ง ควรใช้ อุปกรณ์กันลม ที่เหมาะสม และซ่อนไมค์ ให้พ้นการเสียดสี ส่วนงานในห้อง ควรลดเสียงสะท้อน ด้วยตำแหน่งถ่าย หรือวัสดุดูดซับเสียง เท่าที่ทำได้
หลังจบงาน ควรสำรองไฟล์ จากตัวส่ง และจากกล้อง แยกไว้สองตำแหน่ง ตั้งชื่อไฟล์ ให้สัมพันธ์กับฉาก และตรวจเปิดไฟล์ ก่อนลบข้อมูล ออกจากอุปกรณ์ต้นทาง
ผู้ใช้ที่ต้องการดูสินค้า ประเภทเดียวกัน สามารถเปรียบเทียบตัวเลือก ได้ที่ หมวดไมโครโฟนของ lnwGadget เพื่อดูรูปแบบชุด อุปกรณ์ในกล่อง และแนวทางใช้งาน ที่เหมาะกับงานแต่ละประเภท
ข้อมูลสเปก และความเข้ากันได้ ควรตรวจจาก หน้าผลิตภัณฑ์ของ RODE อีกครั้ง ก่อนซื้อ โดยเฉพาะรายการอุปกรณ์ในกล่อง รุ่นของสายเชื่อมต่อ และข้อกำหนดของซอฟต์แวร์
สรุปแนวทางเลือกใช้งาน
รุ่นนี้ตอบโจทย์ ผู้ใช้ที่ต้องการ ไมค์คู่ ขนาดพกพา พร้อมไฟล์สำรอง และเครื่องมือช่วยควบคุมระดับเสียง จุดสำคัญ คือควรทดลอง การเชื่อมต่อ การติดตั้ง และขั้นตอนสำรองไฟล์ ให้ครบก่อนวันถ่ายจริง
ขั้นตอนทดสอบก่อนเริ่มบันทึก
เริ่มจาก ชาร์จแบตเตอรี่ ของตัวส่ง ตัวรับ และอุปกรณ์หลัก ให้เพียงพอ จากนั้นตรวจ เวอร์ชันเฟิร์มแวร์ และตั้งวันที่ เวลา ให้ตรงกัน เพื่อช่วยจัดเรียงไฟล์ หลังการถ่ายทำ
เชื่อมต่อ ตัวรับกับกล้อง แล้วตั้งระดับขาออก ให้เหมาะกับอินพุตของกล้อง ควรหลีกเลี่ยง การเร่งสัญญาณ ทั้งสองฝั่งพร้อมกัน เพราะอาจเพิ่มเสียงรบกวน โดยไม่จำเป็น
ทดลองพูด เบา ปกติ และดัง เพื่อดูว่า ระบบรับช่วงไดนามิก ได้ครบหรือไม่ หากงานมีเสียงเปลี่ยนเร็ว ควรใช้ไฟล์สำรอง ในตัวส่ง ควบคู่กับเสียง ที่บันทึกเข้ากล้อง
ตรวจโหมด แยกแทร็ก หรือรวมแทร็ก ให้ตรงกับแผนตัดต่อ โหมดแยก ช่วยปรับผู้พูด แต่ละคนได้อิสระ ส่วนโหมดรวม เหมาะกับงานที่ต้องการไฟล์ พร้อมใช้งานรวดเร็ว
เดินทดสอบ จากตำแหน่งกล้อง ไปยังจุดไกลสุด ของฉาก พร้อมหันตัว และเคลื่อนที่ แบบเดียวกับการถ่ายจริง ขั้นตอนนี้ ช่วยค้นหาจุดอับสัญญาณ ก่อนเริ่มบันทึก
ตรวจเสียง ผ่านหูฟัง ตลอดการทดสอบ และฟังเสียงพื้นหลัง เช่น เครื่องปรับอากาศ การจราจร พัดลม หรือเสียงเสื้อผ้า หากพบปัญหา ควรเปลี่ยนตำแหน่งไมค์ ก่อนแก้ด้วยซอฟต์แวร์
ควรจัดสาย ให้มีระยะผ่อน ไม่ตึง และไม่กระทบตัวไมค์ ใช้คลิปยึด ที่เหมาะกับเสื้อผ้า รวมถึงติดฟองน้ำ หรือขนกันลม ตามสภาพแวดล้อม
ระหว่างถ่าย ควรตรวจสถานะ แบตเตอรี่ สัญญาณ และการบันทึก เป็นช่วงเวลา ไม่ควรรอจนจบงาน เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นนาน อาจทำให้ไฟล์สำรอง ไม่ครบช่วงที่ต้องการ
การดูแลไฟล์และอุปกรณ์หลังใช้งาน
เมื่อถ่ายเสร็จ ให้หยุดบันทึก อย่างถูกต้อง ก่อนปิดเครื่อง แล้วคัดลอกไฟล์ ไปยังคอมพิวเตอร์ ตรวจจำนวนไฟล์ และระยะเวลา ให้ตรงกับรายการถ่าย ในวันนั้น
ควรเก็บ ไฟล์ต้นฉบับ โดยไม่แปลงรูปแบบ ทันที และสร้างสำเนา สำหรับตัดต่อ แยกต่างหาก วิธีนี้ช่วยป้องกัน ความเสียหาย จากการเขียนทับ หรือการแก้ไฟล์ผิดชุด
ทำความสะอาด ตัวส่ง ตัวรับ คลิป และอุปกรณ์กันลม ด้วยวิธีที่ผู้ผลิตแนะนำ หลีกเลี่ยงความชื้น และเก็บในกระเป๋า ที่ระบายอากาศได้ ก่อนนำไปชาร์จ สำหรับงานถัดไป
ผู้ใช้ควรทบทวน รายการอุปกรณ์ หลังทุกงาน เช่น สายเชื่อมต่อ อะแดปเตอร์ ฟองน้ำ คลิป และกระเป๋า เพราะชิ้นส่วนขนาดเล็ก สูญหายง่าย และมีผลต่อความพร้อม ของกองถ่ายครั้งต่อไป










