เคยไหมครับ ซื้อการ์ดมาใหม่ บนกล่องเขียนตัวใหญ่ว่า 300MB/s รู้สึกว่าเร็วสุดยอด แต่พอเอามาก็อปไฟล์เข้าคอม หรือถ่ายวิดีโอจริง กลับรู้สึกว่ามันไม่ได้เร็วอย่างที่คิด บางทีกล้องยังขึ้นเตือนว่าการ์ดไม่เร็วพอด้วยซ้ำ
ตัวเลขบนกล่องไม่ได้โกหกเรา แต่มันเป็นตัวเลขในสภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งแทบไม่เกิดขึ้นในการใช้งานจริง บทความนี้จะพาไปดูว่าทำไมตัวเลขสองอันถึงต่างกัน และเราควรดูตัวเลขไหนกันแน่

ตัวเลขบนกล่องคือความเร็วในห้องแล็บ
ลองนึกถึงรถยนต์ที่โฆษณาว่าทำความเร็วได้ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวเลขนั้นจริง แต่มันคือความเร็วบนสนามทดสอบที่ไม่มีรถคันอื่น ไม่มีไฟแดง ไม่มีโค้ง พอเรามาขับในเมืองจริง เราแทบไม่มีทางแตะตัวเลขนั้นเลย
ตัวเลขบนกล่องการ์ดก็เหมือนกัน มันคือความเร็วสูงสุดที่วัดได้ในห้องทดสอบ ใช้เครื่องอ่านที่ดีที่สุด ไฟล์ที่เหมาะที่สุด และเงื่อนไขที่ลงตัวทุกอย่าง พอมาอยู่ในมือเรา สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปหมด ความเร็วก็ลดลงเป็นธรรมดา
ตัวเลขใหญ่บนกล่อง มักเป็นความเร็วอ่าน ไม่ใช่ความเร็วเขียน
การ์ดทำงานสองทาง ทางหนึ่งคือเขียน คือตอนที่กล้องบันทึกภาพหรือวิดีโอลงการ์ด อีกทางคืออ่าน คือตอนที่เราดึงไฟล์จากการ์ดเข้าคอม
ตัวเลขที่ใหญ่ที่สุดบนกล่อง เกือบทุกครั้งคือความเร็วอ่าน เพราะมันดูสวยและขายง่าย แต่เวลาเราถ่ายงานจริง สิ่งที่สำคัญคือความเร็วเขียน ซึ่งมักช้ากว่าความเร็วอ่านพอสมควร การ์ดที่เขียนว่าอ่านได้ 300MB/s อาจเขียนได้จริงเพียงครึ่งเดียวก็เป็นได้

ความเร็วพุ่งสูงได้แค่แวบเดียว แต่ความเร็วต่อเนื่องคือตัวจริง
อีกเรื่องที่หลายคนไม่รู้คือ การ์ดวิ่งเร็วสุดได้แค่ช่วงสั้น พอเขียนข้อมูลต่อเนื่องนาน เช่นถ่ายวิดีโอยาว หรือถ่ายภาพรัวต่อเนื่อง ความเร็วจะตกลงมาอยู่ที่ระดับที่การ์ดรักษาไว้ได้จริง
เปรียบเหมือนเราวิ่งร้อยเมตรได้เร็วมาก แต่ถ้าให้วิ่งมาราธอน ความเร็วต้องลดลงมาอยู่ระดับที่ร่างกายไปต่อได้ตลอดทาง ความเร็วต่อเนื่องนี้แหละที่ทำให้วิดีโอไม่กระตุกและภาพไม่หลุดเฟรม
นี่คือเหตุผลที่บนการ์ดมีสัญลักษณ์อย่าง V30 V60 V90 ตัวเลขหลังตัว V คือความเร็วเขียนต่อเนื่องขั้นต่ำที่การันตี V30 คือ 30MB/s V60 คือ 60MB/s และ V90 คือ 90MB/s ถ้าถ่าย 4K ทั่วไป V30 ก็เพียงพอ แต่ถ้าถ่ายบิตเรตสูงหรือ 8K ค่อยขยับขึ้นไป
ความเร็วจริงขึ้นกับจุดที่ช้าที่สุดในระบบ
การ์ดไม่ได้ทำงานคนเดียว มันต้องคุยกับกล้อง กับเครื่องอ่าน กับสายเชื่อมต่อ และกับคอม ความเร็วที่เราได้จริงจะถูกล็อกไว้ที่จุดที่ช้าที่สุดในเส้นทางนี้ เหมือนน้ำที่ไหลผ่านท่อ ต่อให้ต้นทางแรงแค่ไหน ถ้ามีช่วงหนึ่งท่อแคบ น้ำก็ไหลได้เท่าท่อแคบนั้น
ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือมาตรฐานการเชื่อมต่อของการ์ดที่เรียกว่าบัส การ์ดแบบ UHS-I วิ่งได้สูงสุดราว 104MB/s ส่วน UHS-II วิ่งได้ถึงราว 312MB/s แต่ถ้ากล้องของเรารองรับแค่ UHS-I ต่อให้เอาการ์ด UHS-II ที่เร็วกว่ามาใส่ มันก็วิ่งได้แค่เพดานของ UHS-I เท่านั้น

แปลว่าก่อนซื้อการ์ดราคาแพง เราต้องดูก่อนว่ากล้องเรารองรับถึงระดับไหน ไม่อย่างนั้นเราจ่ายเงินไปกับความเร็วที่ไม่มีวันได้ใช้
ปัจจัยเล็กที่ทำให้ช้าลงในงานจริง
นอกจากเรื่องใหญ่แล้ว ยังมีรายละเอียดเล็กที่กินความเร็วไปทีละนิด การ์ดที่ใกล้เต็มจะเขียนช้าลงกว่าการ์ดที่ยังว่างเยอะ ไฟล์เล็กจำนวนมากจะก็อปช้ากว่าไฟล์ใหญ่ก้อนเดียวที่ขนาดรวมเท่ากัน การ์ดที่ใช้มานานหรือผ่านการเขียนซ้ำมาเยอะ ความเร็วก็ลดลงตามอายุ และความร้อนระหว่างทำงานหนักก็มีผลเหมือนกัน
เรื่องเหล่านี้ฟังดูเล็ก แต่พอรวมกันก็ทำให้ตัวเลขจริงห่างจากตัวเลขบนกล่องได้พอสมควร การฟอร์แมตการ์ดในกล้องเป็นระยะหลังจากสำรองไฟล์แล้ว ช่วยให้การ์ดทำงานได้ใกล้เคียงสภาพเดิมมากขึ้น
แล้วเราควรดูตัวเลขไหน
ถ้าเน้นถ่ายวิดีโอ ให้ดูที่สัญลักษณ์ V เป็นหลัก เพราะมันบอกความเร็วเขียนต่อเนื่องขั้นต่ำ ซึ่งคือตัวที่ทำให้วิดีโอไม่หลุดเฟรม ถ้าเน้นถ่ายภาพรัวต่อเนื่อง ก็ให้ดูความเร็วเขียนเป็นหลักเช่นกัน ส่วนตัวเลขความเร็วอ่านตัวใหญ่จะมีผลตอนดึงไฟล์เข้าคอมเป็นหลัก
และอย่าลืมข้อสำคัญที่สุด จับคู่การ์ดให้ตรงกับกล้อง การ์ดที่เร็วเกินกว่าที่กล้องรองรับ ไม่ได้ทำให้งานเราเร็วขึ้น มันแค่ทำให้เราจ่ายแพงขึ้นเฉย

ผู้เขียน

Lnwgadget
แก็ดเจ็ตขั้นเทพ โดยกูรูเพื่อคนรักแก็ดเจ็ตอย่างแท้ทรู ประกันศูนย์ไทย VAT พร้อมส่ง Same Day Delivery* ออกใบกำกับภาษี