หลาย ๆ คนอาจยังไม่รู้ว่า โหมดแฟลช ทำงานอย่างไรบ้าง ซึ่งแฟลชรุ่นใหม่ ๆ ก็มีฟังก์ชันการทำงานหลากหลายมากขึ้น แต่โหมดหลัก ๆ ที่ใช้งานกันจะมีอยู่ 2 โหมด คือ โหมด TTL และ โหมด M (Manual) ซึ่งถือเป็นโหมดพื้นฐานที่ช่างภาพมือใหม่ควรรู้ไว้ โดยในบทความนี้เราจะพามาทำความรู้จักว่า โหมดของแฟลชคืออะไร มีอะไรบ้าง ใช้งานอย่างไร และเหมาะกับงานประเภทไหน เพื่อให้ผู้เริ่มต้นสามารถเลือกใช้งานได้อย่างมั่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการ ตั้งค่าแฟลชสำหรับถ่ายคน, โหมดแฟลชสำหรับถ่ายงานแต่ง, หรือแม้แต่ การถ่ายภาพในที่แสงน้อยด้วยแฟลชภายนอก
เลือกอ่านตามหัวข้อ

1.โหมด TTL
โหมด TTL เป็นระบบที่ตัวแฟลชจะ ปรับกำลังไฟให้อัตโนมัติ โดยแฟลชจะยิงแสงทดสอบที่เรียกว่า Pre Flash ซึ่งเป็นแสงกำลังอ่อนออกไปก่อน เพื่อให้แสงกระทบตัวแบบและสะท้อนกลับเข้าหากล้อง จากนั้นเซนเซอร์ภายในกล้องจะคำนวณปริมาณแสงตาม รูรับแสง (ค่า F) ที่ใช้งาน รวมถึง ระยะห่างระหว่างกล้องกับตัวแบบ ก่อนที่ระบบจะปล่อยแสงแฟลชจริงออกไปพร้อมกับการกดชัตเตอร์
ด้วยการทำงานแบบอัตโนมัติแบบนี้ ทำให้ โหมด TTL เหมาะอย่างยิ่งสำหรับงานที่ต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลา เช่น ถ่ายงานอีเว้นท์, งานพิธี, งานเลี้ยง, หรือสถานการณ์ที่ต้องการ ตั้งค่าแฟลชให้สว่างพอดีโดยไม่ต้องมาปรับกำลังแฟลชตลอดเวลา จึงช่วยลดปัญหาแสงแรงไป–อ่อนเกิน และทำให้การทำงานรวดเร็วขึ้นมาก โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่ถนัดปรับกำลังแฟลชแบบ Manual
ข้อดีและข้อเสียของโหมด TTL
ข้อดี คือ ใช้งานง่ายและสะดวกมาก เนื่องจาก โหมด TTL จะปรับกำลังไฟแฟลชให้อัตโนมัติ ผู้ใช้งานไม่ต้องเสียเวลามานั่งปรับค่ากำลังไฟทีละช็อต จึงช่วยลดโอกาสพลาดช่วงเวลาสำคัญ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องเคลื่อนไหวรวดเร็ว เช่น ถ่ายงานอีเว้นท์, ถ่ายงานพิธี, หรือ ถ่ายภาพคนในแสงแปรผันเร็ว ซึ่งระบบ TTL จะคอยปรับให้แสงพอดีอย่างต่อเนื่อง
ข้อเสีย คือ ระบบอัตโนมัติอาจ คำนวณแสงผิดพลาดได้บ้าง โดยเฉพาะเมื่อเจอตัวแบบที่มีโทนสว่างมาก เช่น เสื้อขาว ฉากสีขาว หรือในทางกลับกัน ถ้าตัวแบบมีโทนเข้มมาก ๆ ระบบก็อาจทำให้ภาพสว่างเกินหรือมืดเกินได้ ดังนั้นบางครั้งอาจต้องใช้ Flash Exposure Compensation (ชดเชยแสงแฟลช) เพื่อช่วยแก้ไขให้แสงออกมาตรงความต้องการมากขึ้น โดยเฉพาะในงานที่ต้องการความแม่นยำ เช่น ถ่ายภาพบุคคลด้วยแฟลช TTL หรือ ถ่ายสินค้าในสตูดิโอแบบใช้แฟลชอัตโนมัติ

2.โหมด M หรือ Manual
หมด M (Manual Flash Mode) คือการปรับ กำลังไฟแฟลชด้วยตัวผู้ใช้งานเอง โดยผู้ใช้สามารถตั้งค่ากำลังไฟตามต้องการได้ เช่น 1/1, 1/2, 1/4, ไปจนถึง 1/128 เป็นต้น ซึ่งเป็นการกำหนดปริมาณแสงแบบตายตัว โดยเมื่อค่าตัวเลขลดลง กำลังแฟลชจะยิ่งแรงขึ้น ทำให้ได้แสงที่สม่ำเสมอตลอดการถ่าย ไม่เปลี่ยนไปตามเงื่อนไขของฉากเหมือนโหมด TTL
โหมดนี้จึงเหมาะอย่างมากกับงานที่ต้องการ ความคุมแสงที่นิ่งและแม่นยำ เช่น
- งานสตูดิโอ
- ถ่ายซุ้มหน้างานแต่งงาน
- ถ่ายภาพตัวแบบที่อยู่ตำแหน่งเดิมตลอดเวลา
- เซ็ตไฟแฟลชหลายตัวในงานถ่ายภาพนิ่ง
เมื่อมุมกล้อง ตำแหน่งตัวแบบ หรือจุดวางไฟไม่เปลี่ยน การใช้โหมด Manual จะช่วยให้แสงออกมาคงที่ทุกรูป และเป็นที่นิยมในงานที่ต้องการคุณภาพสูง เช่น ถ่ายสินค้า, ถ่ายพอร์ตเทรตในสตูดิโอ, หรือ งานที่ต้องการควบคุมแสงแฟลชแบบมืออาชีพ
ข้อดีและข้อเสียของโหมด M
ข้อดี ของการใช้ โหมด M (Manual Flash) คือ แฟลชจะยิงแสงออกไปตาม ค่ากำลังไฟที่ตั้งไว้ โดยไม่ต้องปรับชดเชยแสงเพิ่ม แม้ว่าตัวแบบจะมีโทนผิวหรือสีของเสื้อผ้าที่แตกต่างกัน ระบบก็ยังให้แสงคงที่เหมือนเดิม ตราบใดที่ ระยะห่างระหว่างตัวแบบกับแฟลชยังเท่าเดิม นี่คือจุดเด่นที่ทำให้โหมด Manual เหมาะกับงานที่ต้องการ แสงสม่ำเสมอและควบคุมได้เต็มที่ เช่น งานสตูดิโอ หรือการถ่ายภาพสินค้าแบบจัดไฟ
ข้อเสีย ของ โหมด Manual คือ หาก ระยะห่างของแฟลชกับตัวแบบเปลี่ยนไป เช่น ช่างภาพเดินเข้าไปใกล้มากขึ้น จะทำให้แสงแรงเกินพอดี ซึ่งต้องคอยปรับกำลังไฟให้ลดลง หรือปรับ รูรับแสงให้แคบลง เพื่อควบคุมความสว่าง ในทางกลับกัน ถ้าแฟลชอยู่ไกลขึ้น แสงก็จะอ่อนลง ทำให้ต้องเพิ่มกำลังไฟแฟลชขึ้นตาม ดังนั้นโหมดนี้จึงต้องอาศัยการควบคุมตำแหน่งไฟและความเข้าใจเรื่องระยะเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในงานที่ต้องการ ตั้งไฟแฟลชให้พอดีในทุกช็อต
สนใจเป็นเจ้าของไฟแฟลชหรือต้องการคำปรึกษาในการเลือกไฟแฟลช สามารถสอบถามได้ที่ Lnwgadget พร้อมให้บริการทั้งก่อนและหลังการขาย
โหมดแฟลชกล้องทำงานยังไงบ้าง มือใหม่ควรต้องรู้ !!
ผู้เขียน

Lnwgadget
แก็ดเจ็ตขั้นเทพ โดยกูรูเพื่อคนรักแก็ดเจ็ตอย่างแท้ทรู ประกันศูนย์ไทย VAT พร้อมส่ง Same Day Delivery* ออกใบกำกับภาษี