Final Cut Camera เวอร์ชัน 2.4 ออกเมื่อ 29 ก.ย. เป็นอัปเดตฟรี ไฮไลต์คือบน iPhone 18 Pro ตั้งรูรับแสงของกล้องหลัก Fusion ได้เองตอนอัดวิดีโอ ซึ่ง iPhone 18 Pro เป็น iPhone รุ่นแรกที่เลนส์ปรับรูรับแสงได้ ทำให้คนถ่ายงานด้วย iPhone คุมระยะชัดได้แบบกล้องจริง
Final Cut Camera ปรับรูรับแสงได้กี่ระดับ
เลนส์มี 4 ระดับ คือ f/1.48, f/1.8, f/2.8 และ f/4 ในแอปเลือกได้ 3 โหมด คือแมนนวล, Aperture Priority และ Shutter Priority ถ่ายคนอยากให้หลังละลายก็เปิด f/1.48 อยากได้ชัดทั้งฉากก็หรี่ไปที่ f/4 ความเบลอมาจากเลนส์จริง ไม่ได้ทำด้วยซอฟต์แวร์ แต่ปรับได้เฉพาะกล้องหลัก ส่วน Ultra Wide และ Telephoto ยังเป็นรูรับแสงคงที่
หน้าตาใหม่และเครื่องมือวัดแสง
หน้าตาแอปยกเครื่องใหม่หมด ปรับ shutter angle, ISO และ white balance ได้ง่ายขึ้น เพิ่ม False Color และตัวเตือนแสงล้น ส่วน Focus Peaking ปรับความไวได้แล้ว มีไฟ tally ขึ้นตอนกำลังอัด และแตะสองนิ้วเพื่อซ่อนเมนูบนจอ RedShark News มองว่าดีไซน์ใหม่น่าจะมาจาก Sebastiaan de With ผู้ร่วมก่อตั้งแอป Halide ที่ย้ายมาอยู่ Apple
ถ้าใช้ iOS 27 จะมี RGB Parade และ histogram เพิ่มมาด้วย ส่วน iPhone 17 Pro ขึ้นไปส่งภาพ clean ออก SDI ได้ผ่านตัวแปลง HDMI-to-SDI และตั้ง genlock offset ได้
Cinematic และ Final Cut Pro 12.4
iPhone 18 Pro ใส่เอฟเฟกต์ Cinematic ให้วิดีโอปกติได้แล้ว รวมถึงไฟล์ ProRes และ Apple Log แล้วค่อยไปย้ายจุดโฟกัสและปรับระยะชัดใน Final Cut Pro 12.4 ได้ (ต้องใช้ macOS 27)
Blackmagic Camera เพิ่มการคุมรูรับแสงบน iPhone 18 Pro ไปก่อนแล้วตั้งแต่ช่วงต้นเดือนนี้ ส่วนตัวมองว่าตัวตัดสินจริงๆ คือโปรแกรมตัดต่อ ใครใช้ Final Cut Pro อยู่แล้วได้เปรียบ เพราะย้ายโฟกัสทีหลังได้ ส่วนสาย vlog ที่ถ่ายคนเดียวก็ได้ปุ่มคุมระยะชัดบน iPhone โดยไม่ต้องพกกล้องอีกตัว
ถ่ายงานด้วย iPhone ใช้แอปไหนอยู่ Final Cut Camera หรือ Blackmagic Camera?
ที่มา: RedShark News, iClarified, CineD










