7Artisans 135mm เทียบ Viltrox 135mm ผ่านรุ่น 7Artisans 135mm F1.8 MAX ราคา 21,900 บาท และ Viltrox AF 135mm F1.8 LAB ราคา 26,500 บาท ส่วนต่างอยู่ที่ 4,600 บาท การเลือกจึงไม่ได้ดูเพียงว่าเลนส์ตัวไหนคมกว่า แต่ต้องดูว่าความต่างที่ได้ตรงกับลักษณะงานและงบประมาณหรือไม่ ผลทดสอบจริงจาก Fstoppers ที่บทความนี้อ้างถึงชี้ว่า ทั้งสองรุ่นมีจุดแข็งคนละด้าน และไม่มีรุ่นใดชนะทุกหัวข้อแบบเด็ดขาด
7Artisans 135mm เทียบ Viltrox 135mm ต่างกันตรงไหน
ฝั่ง 7Artisans เด่นเรื่องความคุ้มค่า เพราะให้ความคม โบเก้ และงานประกอบตัวเรือนโลหะในราคาที่ต่ำกว่า ตัวเลนส์มีการป้องกันฝุ่นและละอองน้ำ พร้อมระบบโฟกัสมอเตอร์ STM ที่ติดตามดวงตาได้ดีในสถานการณ์ทั่วไป ข้อสังเกตจากการทดสอบคือ เมื่อวัตถุเคลื่อนเข้าหากล้องอย่างรวดเร็ว ระบบอาจเริ่มตามไม่ทันบ้าง ผู้ใช้ที่ถ่ายภาพบุคคล งานอีเวนต์ หรือภาพที่ควบคุมจังหวะได้ จึงมีโอกาสใช้ข้อดีของรุ่นนี้ได้เต็มที่
อีกจุดที่เห็นผลในการใช้งานจริงคือน้ำหนัก 7Artisans เบากว่า Viltrox ราว 220 กรัม ความต่างนี้มีความหมายเมื่อถือตัวกล้องต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือพกอุปกรณ์หลายชิ้นไปทำงานนอกสถานที่ หากให้ความสำคัญกับความคล่องตัว และไม่ได้ต้องการคุณภาพสูงสุดที่รูรับแสงกว้างสุดตลอดเวลา รุ่นที่เบากว่าอาจตอบโจทย์ได้ตรงกว่า
Viltrox LAB เหมาะกับงานแบบใด
Viltrox AF 135mm F1.8 LAB ได้เปรียบด้านคุณภาพไฟล์ โดยเฉพาะเมื่อเปิดที่ f/1.8 ผลทดสอบชี้ว่าความคม คอนทราสต์ และการควบคุมความคลาดสีทำได้ดีกว่า ความต่างจะมีประโยชน์กับงานที่ต้องการรายละเอียดสูง งานที่มีขอบวัตถุคอนทราสต์จัด หรือภาพที่ต้องครอปแน่นภายหลัง เมื่อหรี่รูรับแสงลงมาประมาณ f/2.8 ภาพจากทั้งสองรุ่นเริ่มใกล้กันมากขึ้น และความแตกต่างมองเห็นได้ยากกว่าเดิม
นอกจากคุณภาพภาพแล้ว Viltrox ยังมีจอ LCD สำหรับแสดงระยะโฟกัส และมีวงแหวนปรับรูรับแสงแบบไม่มีคลิก ฟีเจอร์เหล่านี้เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการควบคุมการทำงานจากตัวเลนส์โดยตรง โดยเฉพาะงานที่ต้องปรับค่าอย่างต่อเนื่อง หากต้องการตรวจสอบรายละเอียดของรุ่นนี้เพิ่มเติม สามารถดูข้อมูลจาก หน้าผลิตภัณฑ์ Viltrox อย่างเป็นทางการ ได้
เปรียบเทียบตามงบประมาณและวิธีใช้งาน
สำหรับผู้ที่กำหนดงบไว้ชัดเจน 7Artisans ให้ทางเลือกที่ประหยัดกว่า 4,600 บาท โดยยังได้เลนส์เทเลรูรับแสงกว้าง F1.8 และคุณภาพที่ทำได้เกินระดับราคา เงินส่วนต่างอาจนำไปใช้กับอุปกรณ์อื่นที่จำเป็นต่อการทำงานได้ ส่วนผู้ที่ให้ความสำคัญกับความคมและการควบคุมความคลาดสีตั้งแต่ f/1.8 รวมถึงต้องการฟีเจอร์บนตัวเลนส์ Viltrox LAB เป็นตัวเลือกที่ตรงเป้าหมายกว่า
ก่อนตัดสินใจ ควรถามก่อนว่าใช้งานที่ f/1.8 บ่อยเพียงใด หากมักหรี่ไปที่ประมาณ f/2.8 ความต่างด้านภาพจะลดลงตามผลทดสอบ แต่ถ้าต้องเปิดกว้างสุดเป็นหลัก หรือจำเป็นต้องพิมพ์ภาพขนาดใหญ่และครอปภาพมาก คุณภาพที่ Viltrox ทำได้ดีกว่าอาจคุ้มกับส่วนต่าง สำหรับรายละเอียดเชิงลึกของเลนส์อีกมุมหนึ่ง อ่านต่อได้ที่ รีวิว 7Artisans 135mm F1.8 จาก Dustin Abbott ภายในเว็บไซต์
เช็กลักษณะงานก่อนตัดสินใจ
กรณีถ่ายภาพบุคคลในสถานการณ์ที่กำหนดตำแหน่งแบบได้ ผู้ใช้มีเวลาจัดองค์ประกอบ และไม่ต้องติดตามวัตถุที่เดินเข้าหากล้องอย่างรวดเร็ว จุดสังเกตเรื่องระบบโฟกัสของ 7Artisans อาจไม่กระทบงานมากนัก ผู้ใช้จะได้ประโยชน์จากราคาที่ต่ำกว่า และน้ำหนักที่เบากว่า ขณะที่ยังใช้รูรับแสง F1.8 เพื่อแยกตัวแบบออกจากฉากหลังได้
กรณีถ่ายงานที่ต้องตรวจรายละเอียดของภาพอย่างเข้มงวด ความได้เปรียบของ Viltrox ที่ f/1.8 จะมีน้ำหนักในการตัดสินใจมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อภาพมีบริเวณคอนทราสต์สูง หรือต้องนำไฟล์ไปครอปและพิมพ์ขนาดใหญ่ การเลือกจ่ายเพิ่มจึงสัมพันธ์กับขั้นตอนหลังถ่ายและรูปแบบการส่งงาน ไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้ทุกคนจำเป็นต้องเลือกรุ่นที่แพงกว่า
กรณีใช้งานนอกสถานที่ตลอดวัน น้ำหนักที่ต่างกันราว 220 กรัม เป็นปัจจัยที่ควรพิจารณาร่วมกับตัวกล้องและอุปกรณ์อื่น หากชุดถ่ายภาพมีน้ำหนักมากอยู่แล้ว รุ่นที่เบากว่าอาจช่วยให้เคลื่อนย้ายสะดวกขึ้น แต่ถ้างานส่วนใหญ่ใช้ขาตั้ง หรือไม่ได้ถือกล้องต่อเนื่อง น้ำหนักอาจมีผลน้อยกว่าคุณภาพไฟล์และฟีเจอร์ควบคุม
กรณีที่ผู้ใช้ถ่ายทั้งภาพนิ่งและงานที่ต้องปรับรูรับแสงอย่างต่อเนื่อง วงแหวนปรับรูรับแสงแบบไม่มีคลิกของ Viltrox เป็นฟีเจอร์ที่ควรนำมาคิดร่วมด้วย ส่วนจอ LCD สำหรับแสดงระยะโฟกัสช่วยให้ตรวจข้อมูลจากตัวเลนส์ได้โดยตรง ฟีเจอร์สองอย่างนี้ไม่มีใน 7Artisans ตามข้อมูลเปรียบเทียบเดิมของบทความ
สิ่งที่เหมือนกันในการใช้งาน
ทั้งสองรุ่นเป็นเลนส์ระยะ 135mm ที่มีรูรับแสงกว้าง F1.8 จึงถูกนำมาเปรียบเทียบในกลุ่มงานใกล้เคียงกัน จุดสำคัญคือไม่ควรดูผลที่รูรับแสงเดียวเท่านั้น เพราะผลทดสอบระบุว่า ความแตกต่างชัดที่สุดเมื่อเปิดกว้างที่ f/1.8 และลดลงเมื่อหรี่ไปประมาณ f/2.8 ผู้ซื้อจึงควรอ้างอิงค่ารูรับแสงที่ตนเองใช้จริงเป็นหลัก
การตัดสินใจจากราคาก็ต้องพิจารณาให้ครบ ส่วนต่าง 4,600 บาท เป็นทั้งเงินที่ประหยัดได้เมื่อเลือก 7Artisans และเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเพื่อคุณภาพกับฟีเจอร์ของ Viltrox หากข้อได้เปรียบเหล่านั้นถูกใช้งานเป็นประจำ การจ่ายเพิ่มย่อมมีเหตุผล แต่ถ้าใช้งานไม่ถึง ความคุ้มค่าของ 7Artisans จะเด่นขึ้นทันที
วิธีอ่านผลเปรียบเทียบให้ตรงกับงาน
ควรแยกการพิจารณาออกเป็นสามเรื่อง ได้แก่ คุณภาพไฟล์ที่รูรับแสงกว้างสุด ความสามารถในการติดตามวัตถุ และความคล่องตัวเมื่อพกพา ในหัวข้อแรก Viltrox ทำได้ดีกว่าตามผลทดสอบ ในหัวข้อที่สอง 7Artisans ใช้งานได้ดีทั่วไป แต่มีข้อสังเกตเมื่อวัตถุเคลื่อนเข้าหากล้องเร็ว ส่วนหัวข้อที่สาม 7Artisans ได้เปรียบจากน้ำหนักที่เบากว่าราว 220 กรัม
เมื่อแยกแบบนี้ ผู้ซื้อจะเห็นว่าราคาที่ต่างกันไม่ได้ซื้อเฉพาะความคม แต่รวมถึงการควบคุมความคลาดสี จอ LCD และวงแหวนรูรับแสงของ Viltrox ด้วย ในทางกลับกัน การเลือก 7Artisans ไม่ได้หมายถึงยอมเสียคุณภาพทุกด้าน เพราะเมื่อหรี่ไปประมาณ f/2.8 ผลลัพธ์จากทั้งสองรุ่นเริ่มใกล้กันมากขึ้นตามข้อมูลการทดสอบที่นำมาอ้างอิง
ผู้ใช้จึงควรจัดลำดับว่า จุดใดส่งผลต่อภาพที่ส่งมอบจริง หากงานส่วนใหญ่จบที่การใช้งานทั่วไป และไม่ต้องครอปหนัก ความคุ้มค่ากับน้ำหนักอาจสำคัญกว่า แต่ถ้าทุกส่วนของเฟรมต้องมีรายละเอียดสูงตั้งแต่ f/1.8 คุณภาพสูงสุดของ Viltrox จะมีเหตุผลรองรับชัดเจนกว่า
สรุปควรเลือกรุ่นไหน
7Artisans 135mm เทียบ Viltrox 135mm แล้ว คำตอบขึ้นกับลำดับความสำคัญมากกว่าคะแนนรวม หากต้องการความคุ้มค่า น้ำหนักที่เบากว่า และประสิทธิภาพที่เพียงพอสำหรับภาพบุคคลหรืองานอีเวนต์ 7Artisans น่าสนใจมาก แต่หากต้องการคุณภาพสูงสุดที่ f/1.8 การควบคุมความคลาดสี และเครื่องมือควบคุมบนตัวเลนส์ Viltrox AF 135mm F1.8 LAB เหมาะกว่า ส่วนต่าง 4,600 บาทจึงควรพิจารณาจากงานที่ทำจริง ไม่ใช่ดูจากราคาเพียงอย่างเดียว
ถ้าเป็นงบของตัวเอง จะเก็บส่วนต่าง 4,600 บาทไว้ หรือเพิ่มเพื่อขยับไป Viltrox LAB
ที่มา: Fstoppers (Alex Cooke), Toms Jurjaks










