28mm ชนะ 35mm ในบทความของ Alex Cooke บน Fstoppers ไม่ได้ชี้ว่าเลนส์ตัวไหนคมกว่า แต่ถามว่าถ้าต้องเหลือระยะเดียวไปตลอด คนส่วนใหญ่หยิบ 35mm เพราะใช้ได้เกือบทุกอย่าง Cooke บอกว่าภาพที่ยังเหมือนยืนตรงนั้นแล้วกดชัตเตอร์ มักมาจาก 28mm มากกว่าเฟรมที่เก็บให้เรียบตั้งแต่ต้น
28mm ชนะ 35mm ที่จุดสุดท้ายก่อนภาพเพี้ยน
เขาว่า 35mm สะอาด ใช้ได้ทั้งถ่ายคน สตรีท วิว และอาหาร แต่ภาพมักจบแค่พอใช้ ระยะ 28mm คือจุดสุดท้ายที่ภาพยังเหมือนชีวิตจริง ก่อนลงไป 24mm 21mm 16mm ที่ตึกล้ม หน้าเบี้ยว และเลนส์กลายเป็นพระเอกเอง ของที่เคยมองว่าเกะกะในเฟรมอย่างนิ้วมือ คนอีกคน กิ่งไม้ หรือถังขยะ ที่ 28mm เขาอ่านว่าเป็นหลักฐานว่าเหตุการณ์เกิดจริง ไม่ใช่ขยะในภาพ
ครอปจาก 28 ลง 35 ทีหลังได้ แต่ครอปจาก 35 แล้วอยากได้ขอบเฟรมคืนมาไม่ได้ นี่คือเบาะที่เขายกเป็นข้อได้เปรียบจริง ไม่ใช่แค่ความรู้สึกว่าไวด์กว่าดูสนุก
แลกอะไร และชุดที่เขาใช้จริง
ฉากโล่งที่ 28mm เหลือแต่ท้องฟ้ากับทางเท้า จะดูว่างกว่า 35 เมืองที่มีชั้นคนและป้ายเหมาะกับ 28 หมู่บ้านเงียบอาจไม่ใช่ ชุดหลักของเขาคือ Leica MP คู่ 28mm Elmarit กลางคืนที่โคนีย์ไอแลนด์ค่อยสลับ 35mm Summilux ส่วน Q2 และ Q3 เลนส์ติดตัวเป็น 28 อยู่แล้ว มีเส้นครอป 35 และ 50 ในช่องมอง Q3 ที่ 60 ล้านพิกเซลครอปแล้วยังเหลือรายละเอียดให้งานพิมพ์
สิ่งที่เขาเน้นไม่ใช่กฎว่า 28mm ชนะ 35mm ทุกงาน แต่ติดระยะเดียวจนรู้ว่าภาพพีคตอนยืนห่างราวสิบสองฟุต ห้าปีที่ระยะเดียวดีกว่าหนึ่งปีสลับห้าตัว คนที่อยากได้ภาพสะอาดทุกช็อตอาจอยู่กับ 35 สบายกว่า คนที่อยากเห็นของในขอบเฟรมเป็นหลักฐานจะเข้าใจว่าทำไมเขาเลือก 28 การสลับห้าตัวในหนึ่งปีทำให้ไม่ทันรู้ระยะตัวเอง ส่วนการอยู่กับตัวเดียวจนเท้าเดินเข้าที่เดิมโดยไม่ต้องคิด คือสิ่งที่เขาขายมากกว่าตัวเลขบนกระบอก มุมนี้จึงเป็นเรื่องเฟรมกับระยะยืน ไม่ใช่บทสรุปว่าเลนส์ตัวไหนชนะทุกงาน
ถ้าเลือกได้แค่ระยะเดียว จะอยู่กับ 28mm หรือ 35mm?
ที่มา: Fstoppers
เครดิตภาพ: Leica Camera










